ท่ามกลางแสงสว่างของห้องที่สาดส่องลงมา ชายหนุ่มสองคนขยับใบหน้าเข้าใกล้ จากนั้นจึงเกิดเสียงจากการประกบกันของริมฝีปาก การขยับใบหน้าให้เข้ากับช่องปากที่เผยออกมา ฝ่ามือที่ลูบช่วงแขนก่อนจะแนบให้ตัวใกล้ชิดขึ้นยิ่งกว่าเดิม เกิดเสียงลมหายใจที่ขัดจังหวะเพราะลิ้นที่แทรกเข้ามา ดวงตาอำพันที่จับจ้องนัยน์ตาสีคราม พลันนั้นเกิดเสียงเสียดสีจากของเหลวเมื่อผละออก เส้นน้ำใสเชื่อมประสานระหว่างริมฝีปากของกันและกัน ก่อนจะขาดผึงหายไป
“คุรามะ…? เป็นอะไรไปรึเปล่า?”
“......?”
ฝ่ามือของมิโซโนะจับแนบที่แก้ม ส่วนอีกมือของเขากุมมือของอีกฝ่าย มิโซโนะรู้ว่าใบหน้าของคนรักของเขามักจะเหม่อลอยเมื่อถูกอารมณ์เชื้อเชิญ แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาตอบกลับและสีหน้าล่องลอยในครั้งนี้ดูจะไม่ได้มาจากการปลุกเร้าอารมณ์ใด ๆ มิโซโนะไม่รู้เบาะแสใด ๆ จึงเลื่อนหลังมือไปสัมผัสที่หน้าผาก
“หรือนายจะไม่สบาย…? แต่ตัวก็ไม่ได้ร้อนอะไรแฮะ”
“......คุณมิโซโนะ”
“หืม”
มิโซโนะขานรับเสียงสุภาพอ่อนนุ่มของคุรามะอย่างอ่อนโยน ทั้งที่เมื่อครู่บรรยากาศพาไปจนเขาตั้งใจจะมีอะไรกัน แต่ในฐานะแฟนหนุ่มที่เขาอยากจะเป็น มิโซโนะคำนึงถึงความคิด ความรู้สึกอีกฝ่าย แม้ว่าเจ้าตัวอาจจะรู้สึกได้น้อยมากจนต้องมาตามจับสังเกตภายหลังเช่นครั้งนี้ ถึงเขาจะพอ ‘จับความรู้สึก’ ของคุรามะได้บ้างแล้ว แต่เขายังมีความพยายามจะจับสังเกตคนรักได้เก่งขึ้นยิ่งกว่าตอนนี้อีกเช่นกัน
“ผม ไม่อยากมีเซ็กซ์ครับ…”
“หะ”
สีหน้าของมิโซโนะคงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าความมั่นใจของตนสั่นสะเทือนจนร่วงไปถึงตาตุ่ม แม้แต่คุรามะก็เข้าใจความหมายของปฏิกิริยานั้นง่ายดายจึงรีบทักท้วง
“อ๊ะ ผมอาจจะเรียงลำดับผิดไป… หมายถึง ผมคิดว่าผมมีความคิดอย่างอื่นมากเกินไปจนไม่สามารถตั้งสมาธิต่อการมีเซ็กซ์ได้ ผมใคร่ครวญแล้วว่าควรจะจัดการความคิดนี้ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทต่อตัวคุณ ผมจึงไม่อยากมีเซ็กซ์กับคุณตอนนี้ครับ”
“งี้เอง…! นึกว่านายไม่อยากมีอะไรกับฉันแล้วสักอีก……”
“ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าผมไม่อยากมีเซ็กซ์กับคุณ ผมคงไม่มาหาที่ห้องของคุณและปล่อยให้คุณจูบดูดดื่มกับผมอย่างนั้นหรอกครับ”
มิโซโนะแค่นเขินเล็กน้อยกับคำพูดคุรามะ ชายหนุ่มเรือนผมเงิน ใบหน้างดงามคงรูปเช่นคนตรงหน้านี้ บางครั้งจะมีวิธีอธิบายและการเลือกใช้คำตอบอย่างชัดเจนจนอาจจะทำให้คนทั่วไปตระหนกถึงความตรงไปตรงมาเช่นนั้น แต่สำหรับมิโซโนะแล้ว การที่เจ้าตัวช่วยบอกตัวเองอย่างตรงไปตรงมานี่แหละ เป็นสิ่งสำคัญที่ดีต่อตัวเขาที่เป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนกัน และสำคัญต่อพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงหลาย ๆ อย่างของตัวคุรามะเองด้วย
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอถามได้มั้ยว่านายกำลังคิดอะไรอยู่?”
“นั่นสิครับ… มันเป็นความรู้สึกขมุกขมัว… ที่ผมเองอาจจะไม่เคยเจอมาก่อน จึงไม่สามารถนิยามมันออกมาได้”
“เห ถ้ามันคือ ‘ความขมุกขมัว’ แสดงว่านายกำลังรู้สึกแย่ต่อสิ่งนี้อยู่รึเปล่า?”
“อืม… จะเรียกว่า ‘รู้สึกแย่’ ได้หรือเปล่านะครับ……? อาจจะคล้ายกับ ‘ความไม่เข้ากัน’ ‘โหยหาบางอย่าง’ ‘ไม่สามารถคลายข้อสงสัยนั้นด้วยตัวเอง’ และผมก็ปฏิเสธมันไม่ได้ ก็เลยไม่รู้ควรจะจัดการกับต้นตออย่างไรก็ได้ครับ”
มิโซโนะเขยิบเข้าไปใกล้ตัวคุรามะ ให้ลำตัวแนบชิดกัน แขนของหนุ่มผมดัดลอนสีเข้มโอบเข้าที่ช่วงเอวเล็กเสียยิ่งกว่าตัวเขาของคุรามะ มิโซโนะมองใบหน้าคนรักและฟังคำพูดเหล่านั้นและพยายามขบคิดเพื่อหาคำตอบให้อีกฝ่ายร่วมกัน
“ฟังแล้วนายดูจะไม่ได้ต่อต้านความรู้สึกนั้นแฮะ แสดงว่าอาจจะเป็นความรู้สึกติดใจบางอย่างแต่ไม่สามารถหาจุดลงตัวของความรู้สึกนั้นได้ ก็เลยไม่รู้จะทำยังไงกับมันก็ได้นะ”
“ไม่สามารถหาจุดลงตัวได้……”
โอ๊ะ น่าจะใกล้เคียงขึ้นมาแล้ว? มิโซโนะฟังคำพูดพึมพัมของคุรามะแล้วแอบลิงโลดในใจเล็กน้อย ทั้งที่รู้ว่าเป็นความกังวลของอีกฝ่าย (แม้เจ้าตัวจะไม่ได้นิยามชื่อเรียกมันก็ตาม) แต่มิโซโนะผู้เสาะหาความจริงของข้อสงสัยต่าง ๆ การได้ขวนขวายเข้าใกล้ช่วงเวลาแห่งความจริงด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่ย้ำว่าวิธีที่ตัวเองทำมาเสมอนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว แม้จะรู้ว่าวิธีนั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวก็ตาม
“ถ้าอย่างนั้น นายพอจะบอกต้นตอของความรู้สึกขมุกขมัวนี่ได้รึเปล่า?”
“ครับ ความจริงแล้ว ชูคุงบอกว่าเอปซิลอนฟายจะแสดงไลฟ์รวมที่จัดโดยวงอาร์โกนาวิสก่อนหน้านี้เป็นครั้งสุดท้ายครับ”
“ห๊า!? ไหงงั้น!? เอ๊ย แต่นี่เรื่องส่วนตัวสุด ๆ เลยนี่ งั้นเป็นเพราะว่าวงจะถูกยุบนายก็เลย---”
“อ้า ว่าแล้วเชียว ถ้า ‘ใช้คำพูดแบบชูคุง’ ก็จะบิดสารให้เข้าใจไปทางนั้นได้เป็น ‘เรื่องปกติ’ สินะ…… เอปซิไม่ได้ถูกยุบวงหรอกครับ การเล่นไลฟ์ครั้งสุดท้ายของชูคุง หมายถึง เป็นไลฟ์ครั้งสุดท้ายของเดือนนั้นน่ะครับ”
“หา…… งั้นก็เป็นการแกล้งน่ะสิ……? พวกนายก็ลำบากนะเนี่ย พวกนักร้องนำนี่เอาแต่ใจกันหมดรึไงนะ……”
“ผมรู้สึกขอบคุณนะครับที่ชูคุงไม่ได้ยุบวงไปจริง ๆ ไม่อย่างนั้น…… เอ๊ะ……?”
“หือ? เอ๊ะ…?”
มิโซโนะสังเกตปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของคุรามะอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่แสดงท่าทีพะว้าพะวง หรือกระวนกระวาย แต่กลับแสดงแววตาซึ่งเห็นถึงความสับสนออกมาทั้งยังงดงาม… เป็นสีหน้าที่มิโซโนะเห็นเป็นครั้งแรกจนเผลอจับจ้องไปหลายวินาที กระทั่งอีกฝ่ายต่อบทสนทนาอีกครั้งเหมือนจับอะไรบางอย่างได้
“ผม… ทั้งที่คิดและรับทราบถึงข้อเท็จจริงของต้นตอแล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้นะครับ แต่ทำไมเวลาผมจะพูดออกมา ความรู้สึกขมุกขมัวถึงมีมากขึ้นจนตัวเองรับรู้ได้กันนะ…?”
“...นั่นเพราะเป็นความรู้สึกของนายที่รุนแรงมากพอจนตัวนายรับรู้ได้น่ะสิ แสดงว่าต้อตอนั่นน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อตัวนายมากเลยนะ? ถ้าไม่ได้เกี่ยวกับการยุบวงโดยตรง …ก็คงเป็นทางอ้อม หรือก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่ะเรอะ?”
“ครับ… หากเอปซิถูกยุบวงแล้ว ผมรู้ครับว่าชูคุงจะยังคงมีเรย์จิคุงติดตาม ไม่ว่าถูกผูกจากสถานะคนรับใช้ประจำตัว หรือสิ่งที่ผมไม่รู้จัก ส่วนฮารุกะคุงที่มักปลีกวิเวก ก็ยังมีคานาตะคุงคอยอยู่เคียงข้าง เป็นพี่น้องฝาแฝดไปจนวันตาย… แล้วตัวผม… ตัวผมก็จะอยู่ตัวเดียว ทั้งที่ผมสนุกที่ได้อยู่เอปซิกับทุกคนแท้ ๆ”
เมื่อฟังคำพูดที่หลั่งไหลออกมา มิโซโนะพลันคิดถึงความรู้สึกหนึ่งออกมาได้ทันที แต่หากรีบบอกไปก็อาจจะเป็นการด่วนสรุปและยัดเยียดนิยามของความรู้สึกนั้นให้อีกฝ่ายไปก็ได้ มิโซโนะเลื่อนมือที่โอบเอวไปแตะที่ฝ่ายมืออีกฝ่าย คลายข้อนิ้วทั้งห้าออก แล้วสอดเรียวนิ้วยาวของตัวเองไป คุรามะไม่ได้ขัดขืนการประสานมือของมิโซโนะแต่อย่างใด
“เอปซิเป็นสถานที่ที่ทำให้นายรู้จักอารมณ์ต่าง ๆ นี่นะ สมาชิกคนอื่นจะคิดเห็นว่าไง ทั้งฉันกับนายก็คงไม่รู้หรอก แต่สำหรับนายแล้ว วงดนตรีนี้นับว่าเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้ ‘สมาชิกเหล่านั้น’ รวมตัวกัน และนายสนุกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกเหล่านั้น ที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันใช่มั้ย?”
“ครับ ถึงผมจะรู้สึกเบื่อขึ้นมาบ้าง แต่ความรู้สึกสนุกที่ได้เห็นแผ่นหลังของทุกคน สีหน้าเหล่านั้น และอารมณ์ที่คลุกคลั่งของมนุษย์ทั้งหลาย… ผมได้รับสิ่งที่ผมโหยหาจากการเล่นไลฟ์ร่วมกับทุกคน”
“และถ้าวงถูกยุบไป คาราสึมะก็ยังรับใช้เจ้าหนูเอาแต่ใจอุจิคาว่าเช่นเดิม นิโจก็ดูจะอยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งที่สมาชิกคนอื่นยังแสดงอารมณ์เหล่านั้นออกมา แต่นายกลับไม่สามารถอยู่สังเกตการณ์พวกนั้นได้แล้ว”
“ครับ ถ้าเป็นแบบนั้น… ผมไม่ยอมหรอก”
คุรามะผู้ซึ่งแสดงถ้อยทีและวาจาสุภาพเสมอมา กลับใช้คำพูดที่ฟังแล้วรู้สึก ‘เอาแต่ใจ’ ขึ้นมา ทำให้มิโซโนะกลั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาไม่ได้
“อะฮะฮ่ะฮะ…!”
“? ผมพูดอะไรตลกไปเหรอครับ?”
“ไม่ ไม่เลยคุรามะ…. ฮะฮ่ะ ฉันแค่คิดว่า นายรับรู้ความรู้สึกชัดเจนขนาดนี้ น่ารักชะมัดเลยน่ะ!”
“...ผมไม่เข้าใจความน่ารักของคุณมิโซโนะเลยครับ”
“ความน่ารักเป็นความรู้สึกส่วนบุคคลน่า แต่นายรู้นี่ว่ามันคือ ‘ความรู้สึกที่ฉันกำลังเอ็นดูนายอยู่’ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
“ครับ…? เข้าใจแล้วครับ”
เฮ้อ… มิโซโนะถอนหายใจปรับอารมณ์เฮือกหนึ่ง ไขว้ขาตัวเองด้วยท่าทีสบายขึ้นเมื่อคิดว่าน่าจะนิยามชื่อเรียกของความรู้สึกนั้นชัดเจนมากพอแล้ว ก่อนหันมาพูดกับคนรักที่เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของตัวเองขึ้นมา แม้เพียงเล็กน้อยแต่นั่นก็นับว่าเป็นความคืบหน้าที่น่าชื่นชม และเขาเองก็ดีใจที่ร่วมไขสมการและเป็นพยานให้กับความรู้สึกของคุรามะ ทาดาโอมิคนนี้
“นายกำลังเหงานี่”
“ ‘เหงา’ ? ผมหรือครับ?”
“ใช่ ความเหงาเนี่ย ถ้าไม่ได้รู้สึกอย่างแรงกล้าในด้านบวกกับอะไรบางอย่างมาก ๆ คงยากที่จะรู้สึกนะ”
“แต่ความเหงาใช้เรียกเมื่ออยู่ตัวคนเดียวนี่ครับ? ก่อนที่จะเข้าเอปซิ ผมมักอยู่คนเดียวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ไม่ได้มีความรู้สึกนี้เลยนะครับ”
“นั่นแหละ ๆ เพราะนาย ‘ได้รับความรู้สึกแรงกล้าจากการอยู่วงเอปซิ’ มาแล้ว พอกำลังจะสูญเสีย และยิ่งได้เห็นสมาชิกวงที่ต่างคนต่างมีคนคอยอยู่เคียงข้าง มันเลยเกิดความรู้สึกไม่อยากยอมรับแต่ต้องรับมันอย่างเสียไม่ได้เพราะการให้สมาชิกกลับมาฟอร์มวงใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่สิ่งที่นายแก้ไขได้ด้วยตัวของนายเองคนเดียว…”
“อ๋อ… สิ่งที่คุณมิโซโนะเคยพูดว่าผมอาจจะไม่ได้ต่อต้านสิ่งนี้ แต่ที่จริงแล้ว มันคือการที่ผม ‘ไร้กำลังต่อต้านต่อความรู้สึกเหงา’ สินะครับ”
“เพราะงั้นนายเลยดูเหม่อ ๆ เพราะไม่รู้จะจัดการด้วยวิธีไหนละมั้ง ก็นะ บางเรื่องอาจจะมีหลายปัจจัย ไม่ก็มันใหญ่เกินตัวจนทำอะไรเองไม่ได้นี่นา ดูท่าทางสไตล์ของวงนายก็ตัวใครตัวมันสูงอยู่แล้ว ถ้าได้ยุบจริงคงเรียกกลับมายากแหง”
“ใช่ครับ ถึงผมจะเคยเรียนร่วมชั้นกับเรย์จิคุงมาตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ผมไม่ได้มีกำลังมากมายเทียบเท่ากับชูคุงครับ ยิ่งฮารุกะคุง… ช่วงนี้เขาอาจจะไม่อยากคุยกับผมเท่าไหร่แล้วด้วย เลยยิ่งยากเข้าไปอีกน่ะครับ”
มิโซโนะสะดุดเล็กน้อยกับคำพูดนั้น แต่เพราะไม่ได้เป็นประเด็นหลักสำคัญในตอนนี้ เขาจึงปล่อยผ่านไปก่อนเช่นทุกครั้ง และพูดเพื่อปิดหาข้อสรุปที่ชัดเจน
“เป็นยังไงบ้างล่ะ? ความรู้สึกใหม่ของนาย เรียกว่า ‘เหงา’ ได้หรือเปล่า?”
“ครับ สิ่งนี้อาจจะเป็นความรู้สึกเหงาก็ได้… แต่ผมก็สงสัยอีกอย่างครับ”
“หืม?”
“หากใช้ข้อสรุปว่าผมรู้สึกเหงาเมื่อคิดว่าหากวงถูกยุบแล้วตัวเองจะกลับไปอยู่คนเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริง ผมคบหากับคุณมิโซโนะเป็นคนรักอยู่ มันเลยขัดแย้งกับการที่ผม ‘อยู่คนเดียว’ หรือ ‘ไม่มีใครอยู่ด้วย’ แสดงว่าความรู้สึกเหงานี้เป็นสิ่งที่คุณมิโซโนะไม่สามารถคลายให้ผม ‘สบายใจ’ ได้อย่างนั้นหรือครับ”
“อ่า…”
มิโซโนะเว้ยจังหวะก่อนพูดต่อเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาจนคำพูด แต่เขาก็ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ ถึงไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็รู้ถึงเส้นแบ่งบางอย่างที่ตัวเองกับอีกฝ่ายมีอยู่ จึงเอ่ยปากความคิดเห็นของตัวเองออกมา
“คล้าย ๆ กับที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้แหละ ความเหงาที่นายมี ต้นตอเกิดมาจากสมาชิกวงที่กระจัดกระจาย แต่ยังมีคนเคียงข้าง และนายที่ไม่อาจสังเกตการณ์ความสนุกที่นายเคยรู้สึกได้อีก ฟังแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจได้ ของพวกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ๆ หรอกนะ กับฉันแค่คนเดียว ไม่สามารถทดแทนความรู้สึกแรงกล้าที่นายมีต่อวงได้หรอก”
“อย่างนั้นหรือครับ…”
“แต่ว่านะ คุรามะ”
“?”
“ตัวนายที่ไม่สามารถขจัดปัญหาของต้นตอความรู้สึกเหงา หรือแทนที่ตัวฉันกับวงของนายได้ แต่ว่า ทั้งที่นายรู้สึกอย่างนั้น ในวันนี้ก็ยังเลือกที่มาหาฉันถึงห้อง และปล่อยให้ฉันจูบนายอย่างนั้น… เหมือนว่า แต่ให้แทนที่ไม่ได้ ร่างกายและจิตใจของนายดูจะอยากให้ฉันช่วย ‘คลายเหงา’ อยู่นะ”
“คุณมิโซโนะคิดอย่างนั้นหรือครับ?”
“นายดูจะเชื่อยากนะ งั้นขอถามอีกหน่อย นายที่เผชิญหน้ากับต้นตอและได้นิยามของความรู้สึกออกมาแล้ว คิดยังไงบ้างล่ะ?”
คุรามะฟังคำพูดของมิโซโนะพลางครุ่นคิดเล็กน้อย ทั้งอย่างนั้นก็ยังไม่ได้ผละมือออกจากฝ่ามือของอีกฝ่ายที่กุมตัวเองไว้อย่างแผ่วเบาแต่แนบแน่นนั้น คุรามะได้สังเกตจุดนี้ของตัวเองด้วย จึงนำมาสรุปให้อีกฝ่ายฟังอีกครั้ง
“ผมยังไม่แน่ใจจิตใจของตัวเองนั้น เพราะความ ‘สบายใจ’ ที่มีเพียงเล็กน้อย อาจจะจับความรู้สึกได้ยากกว่าความรู้สึก ‘ปลอดโปร่ง’ ก็เป็นได้ครับ แต่อย่างที่คุณมิโซโนะสันนิฐานมา ตัวผมเลือกที่จะมาหาตัวคุณเอง ปล่อยร่างกายให้ไปตามสิ่งที่คุณต้องการโดยที่ไม่ปฏิเสธมัน ก็อาจจะแสดงให้เห็นว่าผมต้องการจะอยู่กับคุณ แม้จะไม่สามารถคลายความเหงาได้ทั้งหมดก็ได้ครับ”
“พูดตามตรง ฉันก็เจ็บใจไม่น้อยที่ไม่สามารถขจัดความขมุกขมัวนี้ของนายได้ แต่ฉันก็ดีใจที่ได้เข้าใกล้ตัวนาย และพยายามเข้าใจตัวนายที่นายเป็นอย่างนี้ด้วย”
“ความภูมิใจส่วนตัวของคุณนี่ครับ แสดงออกชัดเจนขนาดนั้น”
“เอ๊ ขนาดนั้นเชียว~?”
ดวงตาแนบนิ่งและใบหน้าที่แทบจะแสดงออกว่าไร้อารมณ์ หันมามองอากัปกิริยาและน้ำเสียงสูงต่ำที่แสดงถึงอารมณ์ที่หลากหลายและชัดเจนของคนรัก อย่างที่เขาพูด มิโซโนะ เรออน ไม่ใช่ตัวตนที่สามารถแทนที่สิ่งที่เขาโหยหา และสิ่งที่เติมเต็มตัวเขาได้ ความเหงาที่เขาได้ทำความรู้จักก็ขจัดออกไปได้ไม่ง่าย ถึงกระนั้น การค้นพบ ให้นิยาม และการได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นแม้เล็กน้อย ก็เป็นสิ่งที่คุรามะควรให้ความสำคัญมากเหมือนกัน
“คุณมิโซโนะ จูบผมอีกครั้งได้มั้ยครับ”
“หา?! เอ๊ะ? แบบตอนแรกน่ะเหรอ…? ทำไมล่ะ……?”
มิโซโนะกลับมาสับสนเล็กน้อย คุรามะจึงคลี่รอยยิ้มออกมา แม้เป็นสิ่งประดิษฐ์ แต่นี่คือสีหน้าที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ใกล้ชิดกับตนและสบายใจขึ้นได้ ต่อให้มิโซโนะจะบอกว่าให้เขาไม่ต้องประดิษฐ์อะไรเลยก็ตาม แต่ปฏิกิริยาตอบกลับที่ทั้งลำบากใจและเขินอายปนเปนั้น บ่งบอกถึงความรู้สึกดีจากการกระทำของเขา ไม่มากก็น้อย ก็ถือว่าได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ
“เพราะถ้าจูบแบบนั้นอีกครั้ง ผมอาจจะอยากมีเซ็กซ์กับคุณแล้วก็ได้ครับ”
คุรามะที่สามารถพูดถึงความเป็นไปได้นี้ออกมาได้ แสดงว่าเจ้าตัวคงจะคลายเหงาและสบายใจขึ้นเมื่ออยู่กับตัวเขาจริง ๆ ใช่มั้ย…? มิโซโนะนึกขึ้นพร้อมขยับใบหน้า ประทับจูบแผ่วเบา แนบแน่บ และสอดแทรกส่วนหนึ่งของร่างกายตัวเองเข้าไปยังอีกฝ่ายอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของคุรามะไม่ได้เหม่อลอย แต่พยายามจับจ้องมาที่ดวงตาอำพันของตนเอง ราวกับเป็นตัวเร่งให้มิโซโนะปล่อยให้ร่างกายขับเคลื่อนตามความรู้สึกที่ค่อย ๆ เอ่อล้นออกมา
“อยากขึ้นมาแล้วใช่มั้ย…?”
“.....ครับ”
คุรามะผละมือออกจากฝ่ามือแล้วโอบแขนคล้องที่แผ่นหลังของอีกฝ่าย ปล่อยให้ร่างกายร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงที่มิโซโนะผลักลงมาอย่างโดยดี
พวกเขารู้แล้วว่าบางครั้งเขาอาจจะไม่ได้รับคำตอบนี้จากถ้อยคำ แต่หากให้ร่างกายแสดงคำตอบออกมา ทั้งมิโซโนะและคุรามะ ก็อาจจะเข้าใจความรู้สึกซับซ้อนยุ่งยากแต่เรียบง่ายพวกนั้นมากขึ้นได้ก็เป็นได้
(จบ)
If you make a mistake, you can cancel it by pressing the reaction.