Privatter+
Font
Serif
Sans Serif
Color
Light
Dark
auto
Font size
Large
Medium
Small
Language
Japanese
English
Sign in with Google
Sign in with ID and password
Account ID
Password
Sign in
Forgot password?
Create account
aykawpv
2025-01-21 22:40:57
17749文字
Public
rotd
Clear cache
(Fanfic) rotd 🥢🕊️ - cotton
กรีดผิวหนัง
ลอกคราบออก
ชำแหละเครื่องใน
คว้านภายในที่ว่างเปล่า
คุณจะใส่อะไรลงไป ?
*
ย่ำค่ำใจกลางเมืองหลวง สถานที่ซึ่งผู้คนเดินขวักไขว่
กลุ่มนักเรียนในชุดเครื่องแบบที่เริงร่า พนักงานเงินเดือนที่อ่อนล้า นักท่องเที่ยวที่ตื่นตา มนุษย์จำนวนมากต่างมาที่แห่งนี้ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคงรูปหล่อเหลา และเรือนผมสีเงินทอประกายราวกับเจ้าชายในเทพนิยาย ตัดกับเสื้อโค้ทตัวหนาสีดำปกปิดร่าบไว้ไม่ให้เห็นทรวดทรงแน่ชัด ดวงตาสีครามมองที่มักจับจ้องมนุษย์อยู่เสมอ เบนเหไปที่สิ่งสิ่งหนึ่ง
“
……
”
รูปปั้นหมาฮะจิโค ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่ระลึกแด่สุนัขผู้ซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย เฝ้ารอการกลับมาของผู้ที่ไม่มีวันหวนกลับจนชีวิตดับลง ณ ที่แห่งนี้ภายในอดีต
ไม่ว่าจุดกำเนิดจะเป็นอย่างไร หรือชาวเมืองในอดีตเรียกร้องการสร้างอนุสรณ์ให้สุนัขตัวหนึ่งด้วยความรู้สึกแบบไหน ในปัจจุบัน ที่ตรงนี้กลายเป็นจุดนัดพบที่โด่งดังของคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่มาแวะเวียน เจ้าของเรือนผมเงินจับต้องที่รูปปั้นสำริดนั้น ใบหูจับเสียงพูดคุยของกลุ่มวัยรุ่น เสียงกลิ้งของกระป๋องเปล่าที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่ เสียงกดชัตเตอร์ของกล้องถ่ายรูป กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่ลอยโชนออกมาจากพื้นที่ให้สูบ
รูปปั้นนี้คงรูปลักษณ์ของตัวจริงไว้ ย้ำถึงเรื่องราวภายในอดีตให้คงอยู่ แต่สิ่งตรงหน้าก็ไม่ใช่ ‘ฮะจิโค’ ตัวนั้น
—
ภายในตัวคุณเองก็ว่างเปล่าหรือเปล่านะ
…
..?
“
—
-ามะ”
“
——
"
"คุรามะ นี่ เป็นอะไรไป?"
นัยน์ตาสีครามเลื่อนออกจากรูปปั้นมามองชายหนุ่มผมดัดลอนที่เรียกชื่อตนตรงหน้า ดูเหมือนว่าคุรามะจะถูกเรียกชื่อมาหลายครั้งจนคนคนี้ต้องแตะหัวไหล่เพื่อเรียกสติตัวเอง
“ขอโทษครับคุณมิโซโนะ ผมคิดอะไรอยู่นิดหน่อย”
“หือ? เกี่ยวกับเจ้านี่เรอะ? “
มิโซโนะผละมือออกจากตัวคุรามะแล้วชี้ไปทางรูปปั้นสุนัขอันเลืองชื่อ
“ครับ”
“แปลกตาดีแฮะที่นายมองรูปปั้น”
“? ทำไมถึงแปลกตาหรือครับ?”
“ก็ปกตินายชอบสังเกตการณ์มนุษย์นี่ หรือถ้าไม่ใช่ผู้คน ก็ชอบไปนั่งตามสวนสาธารณะ มองพวกสิงสาราสัตว์ไม่ใช่เรอะ”
“จริงด้วย นั่นสินะครับ”
คุรามะ ทาดาโอมิ ผู้มีสถานะเป็นแฟนหนุ่มของ มิโซโนะ เรออน เป็นคนที่ไม่อาจทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นรวมกระทั่งตัวเองได้ แม้เจ้าตัวจะสามารถพูดคุยกับผู้อื่นได้ตามปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ก็บ่อยครั้งที่คุรามะจะแสดงความสงสัยต่อสิ่งที่คนไม่คาดคิด หรือมีแนวคิดที่เกินคาดเกิดจากเขาที่ไร้อารมณ์ร่วมต่อสิ่งรอบกาย ซึ่งทำให้มิโซโนะต้องคอยหมั่นเฝ้าดู ถามไถ่เป็นพิเศษกว่าคนอื่นเล็กน้อย ซึ่งเป็นจุดที่มิโซโยะยอมรับและยินดีที่สานต่อความสัมพันธ์เช่นนี้
“ไม่สิ
…
เผลอพูดนอกเรื่องอีกแล้ว นี่ปล่อยนายรอนานรึเปล่าเนี่ย? โทษทีนะคุรามะ ฉันมาแล้ว”
“ฮึฮึ ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมก็อาจจะ ‘เพลิน’ จริง ๆ อีกอย่าง คุณก็มาหาผมแล้วนี่ครับ”
คุรามะขยับกล้ามเนื้อริมฝีปากอย่างชำนาญ คลี่ยิ้มบางสอดคล้องกับเนื้อหาประโยคที่เปล่งออกมาและตนเห็นสมควรว่าควรต้องทำ แม้จะรู้จุดนั้น มิโซโนะก็ยังอดรู้สึกเคอะเขินกับรอยยิ้มที่อีกฝ่ายมีให้ตนไม่ได้ ในความคิดของมิโซโนะ เขาเพียงแค่พยายามเป็นแฟนหนุ่มที่คู่ควรกับคุรามะไม่ต่างจากคู่รักวัยรุ่นทั่วไปเท่านั้น
“ง-งั้น! วันนี้จะไปไหนดี? ต่างคนต่างไม่มีนัดซ้อมวงอะไรแล้วสิ”
“ครับ แต่ว่าคุณมิโซโนะเป็นคนเสนอผมตลอดนี่ครับ?”
“ก็นะ แต่ฉันอยากให้นายเลือกบ้างนี่นา ไม่งั้นฉันก็วนเวียนลากนายเข้าแต่เข้าห้าง ร้านหนังสือ ดูหนัง ดูแฟชั่น ไม่ก็นั่งคาเฟ่น่ะสิ”
“ให้ผมเลือกจะดีเหรอครับ?”
“ดีสิ นายอยากให้ฉันเห็นอะไรล่ะ“
มิโซโนะพูดโต้ตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไร กระทั่งฉุกคิดถึงคำว่า ‘จะดีเหรอครับ?’ ของคุรามะ จนเผลอคิดถึงกรณีการเชิญชวนแสนเลวร้ายที่เขาเคยจินตนาการเรื่อยเปื่อยเอาไว้เมื่อค้นพบว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไง’ ไม่หรอก ฉันกับหมอนั่นสัญญากันไว้แล้ว ถ้าไม่เอายังไงก็ต้องปฏิเสธลูกเดียวสิ! จะมาหวั่นเอาตอนนี้ก็สายไปนานโขแล้ว!’ มิโซโนะคิดในใจราวกับเตรียมใจเอาไว้แล้ว
“
……
ถ้าอย่างนั้น มาห้องผมได้มั้ยครับ?”
“
…………
เหะ?”
“ผมมี ‘สิ่งที่อยากให้คุณเห็น' ครับ”
*
ใครเล่าจะคิดว่าหนุ่มไฟแรงอย่างมิโซโนะกลับไม่เคยมาที่แชร์เฮาส์วงเอปซิลอน หรือห้องของคุรามะเลย
หากว่าด้วยความคิดส่วนตัวมิโซโนะแล้ว พอให้อีกฝ่ายมาที่ห้องของตัวเองจะสบายใจมากกว่าก็ไม่ผิด แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือสมาชิกวงดนตรีที่คุรามะสังกัดอยู่ สามในห้ายังเป็นเด็กวัยมัธยมต้นถึงมัธยมปลายเท่านั้น พูดก็พูด ถึงเขาเองจะคบกับคุรามะตอนที่ขึ้นมหาลัยปีหนึ่งแล้ว แต่ว่าเขารู้จักหน้าค่าตาคุรามะเมื่อปีสองปีก่อน หรือก็คือตอนที่เขาเป็นเด็กมัธยมปลายปีสุดท้ายนั่นเอง มิโซโนะยังจำเครื่องแบบมัธยมปลายที่คุรามะเคยสวมใส่ได้ การไปแชร์เฮาส์อีกฝ่าย จึงเหมือนเป็นการย้ำเตือนกลาย ๆ ว่าตัวเองคบกับอีกฝ่ายแบบเพิ่งพ้นเส้นแบ่งศีลธรรมอันเลือนรางได้อย่างเฉียดฉิว
'เพียงข้ามพ้นจากชั้นมัธยมสู่มหาวิทยาลัยก็ไม่ถือว่าไม่เข้าข่ายพรากผู้เยาว์แล้ว
…
? มนุษย์ปกติเขาตระหนักถึงความต่างเพียงเท่านั้นกันหรือครับ?’
‘ถ้านายถามถึงคนทั่วไป ฉันว่าอาจจะยาก
…
แต่ถ้าเป็นฉันละก็ ถ้าได้คบนายตอนม.ปลายคงลำบากใจแหง ๆ เลย!‘
‘ทำไมล่ะครับ?'
มิโซโนะนึกถึงบทสนทนาระหว่างทางไปที่อยู่แชร์เฮาส์ และใบหน้าขี้สงสัยอันใสซื่อบริสุทธิ์ของคุรามะ
พอคบกับหมอนี่ จะตอนม.ปลายหรือมหาลัยก็คงไม่แตกต่างกันนี่หว่า ฉันแค่คิดเข้าข้างตัวเอง ทำให้ตัวเองสบายใจขึ้นเท่านั้นเอง! มิโซโนะที่ยากจะเรียงร้อยคำพูดออกมา แต่คิดว่าหากคุรามะตั้งคำถามนี้กับเขาอีกครั้ง เขาต้องการและตั้งใจจะให้คำตอบที่ชัดเจนต่ออีกฝ่ายมากกว่านี้เหมือนกัน
มิโซโนะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งวางอาหารชุดที่เกลี้ยงเปล่าลงพร้อมกับตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้ง แล้วดื่มน้ำชาที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้เพื่อล้างคอ
“ขอบใจสำหรับมื้อนี้นะ คุรามะ”
“ไม่เป็นไรครับ ครั้งนี้ถือว่าคุณมิโซโนะเหมือนเป็นแขกของผมนะครับ”
คุรามะเก็บข้าวกล่องของมิโซโนะและตัวเอง และขอตัวไปเก็บกวาดสักครู่ ถึงจะบอกว่าเป็นข้าวกล่อง แต่มิโซโนะรู้ทันทีว่ามันคืออาหารชุดที่ทำวันต่อวัน มื้อที่จัดสรรตามโภชนาการ และมีรสชาติแสนอร่อยราวกับอาหารในภัตตาคาร มิโซโนะรู้อยู่ว่าสมาชิกวงเอปซิลอนฟายทั้งหมดเป็นลูกคุณหนู แต่ไม่คิดว่าจะกระทั่งอาหารชุดที่จัดเตรียมให้จะต่างชั้นกันระดับนี้
“มัวแต่คิดนู่นนี่เลยไม่ได้มองดี ๆ เลยแฮะ”
เมื่อตระหนักได้อีกครั้ง มิโซโนะก็หันมองรอบห้องที่เขานั่งอยู่ตรงนี้ ห้องของคุรามะ ทุกอย่างถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ เสื้อโค้ทที่แขวนไว้กับราวขาตั้ง ตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของที่ปิดสนิท โต๊ะกว้างที่ไม่มีอะไรวางไว้ ชั้นหนังสือใกล้ ๆ ที่มีหนังสือเรียนคณิตศาสตร์และวรรณกรรมเรียงรายตามขนาดเล่มและลำดับตัวอักษร เตียงนอนคนเดียวแต่กลับมีขนาดกว้างกว่าเตียงของห้องเขานัก ในห้องตกแต่งด้วยสีนวลของสีเบจและน้ำตาลอย่างสบายตา มีเพียงซินธิไซเซอร์เครื่องใหญ่ที่วางเก็บไว้ที่มุมห้องที่มีสติ๊กเกอร์ตกแต่งด้วยสีสันนีออนพอสะดุดตาเล็กน้อย ไม่มีสิ่งใดที่ไร้ความจำเป็นเล็ดลอดออกมาให้รกสายตา
ห้องแสนสะอาดเรียบร้อย แต่หากพูดอีกด้าน มันช่างเป็นห้องที่ไร้เอกลักษณ์ใด ๆ เช่นกัน
ก๊อก ก๊อก
“!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปลุกมิโซโนะให้ตื่นจากความเงียบงันจนเผลอลุกขึ้นยืนตัวเกร็ง และหันหน้าไปทางประตูที่แง้มออกมา
“กลับมาแล้วครับ”
“อ-โอ้ ขอบใจนะ”
“? ทำไมคุณมิโซโนะถึงยืนขึ้นล่ะครับ?”
“อะ เอ้อ เอ่อ
……
. พอดีคิดเรื่อยเปื่อย และจู่ ๆ มีเสียงเคาะประตู ก็เลย
…
”
“อ๊ะ ขอโทษนะครับ ผมควรเข้ามาเงียบ ๆ สินะครับ”
“ไม่ละ
…
นายเคาะก็ดีแล้ว ถ้ายิ่งเข้ามาเงียบ ๆ คงยิ่งไม่ทันตั้งตัว”
“หืม?”
คุรามะมองมาที่มิโซโนะแบบครุ่นคิดเล็กน้อย มิโซโนะในตอนนี้เลือกที่จะไม่คิดว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ตอนนี้จะดีกว่า
“ว่าแต่ นายอยากให้ฉันดูอะไรน่ะ?”
มิโซโนะทักคุรามะถึงจุดประสงค์แรกในการเชิญชวนของอีกฝ่าย
“อ๋า นั่นสินะครับ รอสักครู่นะครับ”
คุรามะเดินผ่านหน้าตัวเองไปยังหน้าตู้เก็บของแบบญี่ปุ่น ร่างสูงเลื่อนบานเลื่อนขนาดใหญ่ แล้วทยอยยกลังกล่องออกมา มิโซโนะเหลือบไปมองด้วยความรู้อยากเห็น จึงเห็นว่ากล่องเหล่านั้นเป็นกล่องทึบประเภทเดียวกัน หากแต่มีหลากหลายขนาด ฟังจากเสียงกระทบภายในจากการเคลื่อนย้ายออกมาแล้ว คาดว่าภายในกล่องนั้นเป็นลังเก็บอุปกรณ์หรือข้าวของต่าง ๆ ทำให้มิโซโนะอดสงสัยไม่ได้ พลันนั้นคุรามะก็หันหน้ามาทางมิโซโนะที่ชักจะยื่นตัวไปดูอย่างไม่ปิดบัง
“ขอโทษ! ไม่อยากให้ดูสินะ”
“ดูได้ครับ ผมไม่ว่าอะไร”
คุรามะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเช่นปกติ มิโซโนะรู้ว่าตัวเองเป็นพวกเก็บอาการไม่อยู่ จึงได้แต่ขอโทษอีกครั้งในใจ แต่ก็ตอบรับคำอนุญาตของคุรามะด้วยการสังเกตแฟนหนุ่มของตัวเองอย่างเปิดเผยอีกครั้ง
คุรามะนำกล่องทึบหลายขนาดออกมากล่องแล้วกล่องเล่า กล่องเหล่านั้นไม่มีโน้ตหรือเครื่องหมายอะไรบ่งบอกว่าภายในกล่องนั้นคืออะไร ทำให้กระตุกต่อมสงสัยของมิโซโนะไปอีกขั้น เพียงแต่ตอนนี้เขาเลือกสนใจบางสิ่งที่คุรามะต้องการจะนำเสนอให้เขาดูมากกว่า เพราะหากเทียบกล่องดำเหล่านี้คือความลับของคุรามะละก็ แสดงว่าหมอนั่นก็เลือกที่จะเปิดเผยบางอย่างให้กับฉันในฐานะคนพิเศษน่ะสิ
…
ความสัมพันธ์พวกเราพัฒนาขึ้นจริงด้วย
……
แม้จะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ตระหนักถึงความก้าวหน้าในความสัมพันธ์นี้เลยก็ตาม อย่างไรเสีย นิสัยอยากเอาชนะและมั่นใจในตัวตนของมิโซโนะเองนั้นหมั่นส่งเสริมความคิดในแง่บวกให้แก่เขาเสมอ
“กล่องนี้ครับ”
คุรามะนำกล่องทึบขนาดกะทัดรัดมาแสดงให้เห็นมิโซโนะเห็น ดูจากความโล่งจากชั้นวางของแล้ว กล่องนี้น่าจะถูกเป็นไว้ที่ส่วนลึกสุดของที่เก็บของในชั้นบนสุด แสดงว่าไม่ได้มีน้ำหนักมากเท่าไหร่? มิโซโนะอนุมานไประหว่างที่คุรามะเลื่อนบานประตูปิดผนึกตู้เก็บของไว้
“แล้วกล่องที่เหลือนั่นล่ะ? ให้ฉันช่วยเก็บไหม?”
“ไม่เป็นไรครับ หลังจากคุยเสร็จเรียบร้อยแล้วผมจะเก็บเองครับ พอดีผมจัดตำแหน่งของกล่องแต่ละใบไว้อยู่ เกรงว่าจะอธิบายให้คุณมิโซโนะเข้าใจได้ลำบากด้วย
…
”
คุรามะพูดเช่นนั้น ทำเอามิโซโนะทึ่งปนสะพรึงเล็กน้อย แต่ไม่สิ ถ้าเป็นคนปกติที่ความจำดีจริง ๆ คงจะจำตำแหน่งได้ละนะ รู้สิ่งของภายในจากน้ำหนักเรอะ
……
มิโซโนะชื่นชมในใจระหว่างที่คุรามะเดินไปที่ขอบเตียง นั่งลงที่เบาะ วางกล่องไว้บนตักกว้างนั้น
“ขอโทษครับที่ผมไม่มีเก้าอี้เสริมให้แขก
…
มานั่งบนเตียงด้วยกันสิครับ”
“อื้ม”
มิโซโนะตอบรับอย่างตรงไปตรงมา เมื่อหย่อนตัวลงที่เบาะนุ่มแล้ว รู้สึกถึงสัมผัสความสบายที่แตกต่างจากเตียงห้องตัวเองอย่างเห็นได้ชัด เล่นเอาเจ้าตัวกู่ร้องขอโทษอีกฝ่ายในใจอีกครั้งที่มานอนค้างที่ห้องตัวเองเสมอ ต่อให้คุรามะจะไม่รู้สึก แต่ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวจะไม่รับรู้ถึงความแตกต่างอย่างแน่นอน
“!”
คุรามะเลื่อนตัวขยับเข้าใกล้มิโซโนะจนหัวไหล่กระทบกัน ใบหน้ายิ่งเข้าใกล้ชัดขึ้นกว่าเดิม สมองของมิโซโนะแล่นไปนึกถึงเรื่องหนึ่งอย่างผิดเวล่ำเวลา มิโซโนะรู้มาว่าคุรามะเองก็มีแฟนคลับโดยเฉพาะของตัวเองตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยเพียงปีแรก ก็ดูเหมือนว่าทั้งรูปหน้าที่แสดงรอยยิ้มให้กับทุกคน วาจากิริยาและน้ำใจที่หยิบยื่นให้ไม่ว่ากับใคร ๆ (เห็นว่าคุรามะเคยแลกสมุดโน้ตของตัวเองให้กับคนในชั้นเรียนกับการถามคำถามอะไรก็ได้กับคนคนนั้น) จะสะกดผู้คนและเรียกฐานแฟนคลับใหม่ในมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก ส่วนมิโซโนะเอง แม้จะกระอั่กกระอ่วนด้วยเหตุผลส่วนตัวที่มีมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็มีแฟนคลับสาว ๆ ของตัวเองหนาแน่นเหมือนกัน ดังนั้นถ้าว่าด้วยความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองคนต่างมีแนวโน้มว่าเป็น ‘ผู้ชายหน้าตาดีกว่ามาตรฐาน’
มิโซโนะคุ้นชินกับใบหน้าตัวเองทุกวันอยู่แล้ว แต่กับคุรามะ
……
ในยามที่มิโซโนะเป็นฝ่ายมองแต่ฝั่งเดียวก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่พอเป็นฝ่ายถูกจับจ้องด้วยใบหน้าทั้งเปื้อนรอยยิ้มและเฉยเมย ทำให้ก่อเกิดความรู้สึกบางสิ่งที่อยากพึมพำออกมาว่า ‘หน้าตาดี
……
’ ออกมา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ผิดกาลเทศะอย่างมาก เจ้าตัวจึงได้แต่เก็บคำพูดนั้นไว้ในใจมาเสมอ ในกรณีก็เช่นกัน
“นี่ครับ”
“อะ?
…
...!!”
เสียงเรียกของคุรามะปลุกให้ตื่นจากมนตร์สะกด มิโซโนะเหลือบมองที่เรียวแขนที่หยิบยื่นบางสิ่งให้ก็ต้องตกใจกับสิ่งตรงหน้า
นกสีขาวนวลกำลังกระพือปีก
สิ่งที่ดึงดูดสายตามิโซโนะถัดมาก็คือดวงตากลมโต แสดงจอแก้วที่มีสีสัน นัยน์ตาดำที่เด่นชัด หากแต่สิ่งนั้นไร้ชีวิตชีวา แน่นิ่งสนิท ไร้การขยับเขยื้อนใด ๆ
“นี่คือ
…
นก สตัฟฟ์
……
?”
“ใช่ครับ นกพิราบสตัฟฟ์”
มิโซโนะยังคงมองนกพิราบนั้น เขารู้จักการสตัฟฟ์สัตว์ แต่ไม่เคยคิดสนใจมาก่อน ดังนั้นจู่ ๆ มาเห็นสัตว์สตัฟฟ์ของจริงที่มีความสมจริงอย่างยิ่งจึงตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมองเพื่อจดจ้องรายละเอียดที่ตนสงสัยอย่างใคร่รู้ ทำไมถึงรักษาดวงตาได้ขนาดนั้น? ดัดปีดให้กระพือสวยงามได้ยังไง? วิธีการเก็บรักษาล่ะ? รวมไปถึง
…
“นายไปเอามาได้ยังไงน่ะ คุรามะ?”
“ผมเป็นคนทำเองครับ”
“เอ๊ะ?”
“หมายถึง ผมเป็นคนสตัฟฟ์นกตัวนี้เองครับ กับมือผมเองเลย อ๊ะ แน่นอนว่าได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแล้วนะครับ”
คุรามะตอบคำถามกลับอย่างตรงไปตรงมา
“งั้น
…
.. ที่มาของเจ้านกตัวนี้
………
”
“ฮึฮึ ถูกกฎหมายครับ คุณมิโซโนะ ทราบไหมครับว่าการสตัฟฟ์สัตว์ที่ประเทศนี้ ไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพก็สามารถทำได้นะครับ?”
“อ โอ้ อย่างนั้นเหรอ
…
?”
ไว้ไปค้นในเน็ตทีหลังดีกว่า มิโซโนะคิด
“คุณมิโซโนะคิดเห็นว่าอย่างไรครับ?”
“นกตัวนี้
……
สมจริงมากเลย คุรามะ นายสุดยอดเลยแฮะ”
“ต้องขอบคุณอาจารย์ผู้สอนด้วยน่ะครับ”
คุรามะยังคงใช้คำพูดแสนสุภาพและกล่าวขอบคุณครูบาอาจารย์อย่างมีมารยาท มิโซโนะรู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูกที่มีคนรักที่พูดคุยรู้เรื่อง ตรงไปตรงมา ถามมาตอบไป มีสัมมาคารวะ และยังหล่อเหลาขนาดนี้
“ฮึฮึ สายตาคุณมิโซโนะ ดูอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็ก ๆ เลยครับ”
“! โธ่
…
เดี๋ยวเหอะ
……
นี่ ตกลงนายอยากให้ฉันดูนกสตัฟฟ์ที่นายทำเองน่ะเรอะ”
“ใช่ครับ ผมอยากทราบความคิดเห็นของคุณมิโซโนะน่ะครับ
…
อ๊ะ คุณอยากถือมันด้วยตัวเองไหมครับ?”
“เอ๊ะ ได้เหรอ?”
คุรามะส่งต่อนกพิราบสตัฟฟ์ไว้กับมือมิโซโนะอย่างถนุถนอม
“เหมือนจะเบา
…
? นกตัวจริงไม่ได้เบาขนาดนี้ใช่มั้ยเนี่ย?”
“ครับ ก็เพราะด้านในนั้นมันไม่มีอะไรเลยน่ะครับ”
“ไม่มีอะไรเลย?”
“ครับ”
มิโซโนะมองลงมาที่นกพิราบสตัฟฟ์เสมือนจริง สลับกับใบหน้าที่ราบเรียบของคุรามะ แม้ภายในห้องจะเปิดไฟสว่าง แต่เงาสลัวที่กระทบกับใบหน้าของคนตรงหน้า เสริมสัญชาตญาณให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“อาจารย์เคยบอกผมไว้ครับว่าผู้คนมักมองว่าการสตัฟฟ์สัตว์เป็นเรื่องน่ากลัว แต่ความจริงการสตัฟฟ์เป็นการรักษาสภาพของสัตว์เหล่านี้ไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ที่เห็นได้ชัดคือสัตว์สตัฟฟ์ของสัตว์สงวนหรือสัตว์สูญพันธุ์ภายในพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นการศึกษาทั้งยังช่วยบอกย้ำถึงธรรมชาติที่สมควรรักษาไว้หรือคงมี กระทั่งการสตัฟฟ์สัตว์เลี้ยงอย่างหมาหรือแมว ก็เป็นที่นิยมกับคนกลุ่มหนึ่ง เพราะจะได้เห็นสภาพสมบูรณ์ของสัตว์เลี้ยงที่ตนรักให้คงอยู่ตลอดไป เรียกได้ว่าเป็นงานที่ ‘อ่อนโยน’ ก็ว่าได้
……
แต่ว่านะครับ ผมสตัฟฟ์นกไปทั้งนึกถึงคำพูดของอาจารย์ ดูเหมือนว่า ‘ความอ่อนโยน’ นั้นจะเป็นสิ่งที่คนภายนอกที่มองมาแล้วรู้สึกมากกว่าสินะครับ เพราะแม้ผมจะพยายามเลาะหนังออกอย่างปราณีต ไม่ให้เปรอะเปื้อนเลือดหรือเครื่องใน ทิ้งอวัยวะที่เป็นเศษซาก แทนที่ด้วยผ้าฝ้าย จัดโครงยึดไว้ให้คงรูปร่างที่สวยงามอีกครั้ง ผมก็ยังไม่รู้สึกอะไรเลย
……
”
มิโซโนะฟังคำพูดอธิบายของคุรามะราวกับวิ่งไล่ตาม คุรามะที่ไม่รู้สึกอะไรแม้จะเข้าใกล้ความตายของสิ่งมีชีวิต ยิ่งย้ำเตือนถึง ‘ความพิเศษ’ ที่ทำให้คนตรงหน้าไม่เหมือนใครก็ตามที่เขาเคยพบ
“ท้ายที่สุดแล้ว กระทั่งสัตว์ต่าง ๆ ผู้คนก็คงให้คุณค่าแต่ความสำคัญที่สิ่งนั้นมีให้กับคน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือความทรงจำแสนสำคัญ จึงห่อหุ้มสิ่งสวยงามไว้ภายนอกทั้งที่ภายในช่วงกลวงและว่างเปล่า
……
”
มิโซโนะวางนกพิราบสตัฟฟ์คืนในกล่องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทันได้รู้ตัว สายตามองเพียงคนตรงหน้าที่เคยความคิดที่มีมุมมองบิดเบี้ยว คุรามะเคลื่อนตัวมาใกล้และปิดผนึกฝากล่องดำบนตักนั้น และมองมาที่ดวงตาของมิโซโนะ ดวงตากลมโตสีครามใส นัยน์ตาดำที่เด่นชัด หากแต่สิ่งนั้นไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
“คุณมิโซโนะ แบบนี้ตัวผมเอง ก็ไม่ต่างจากซากสัตว์ที่ถูกตรึงไว้อย่างสวยงามโดยผู้คนหรือครับ?”
“..........”
สิ่งมีชีวิตรูปงามเกินจะมีอยู่จริง แต่มิโซโนะรู้ดี เขาเห็นคุรามะจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้สิ่งนั้นจะว่างเปล่าก็ตาม ไม่สิ
…
“มีสิ”
“?”
“ถึงภายในตัวนายจะคิดว่าว่างเปล่าแค่ไหนก็เถอะ แต่นี่ การมี ‘ความคิดว่าตัวเองว่างเปล่า’ นั่นก็เป็นหลักฐานของคงอยู่ของนายเหมือนกันน่า?”
“หลักฐานการคงอยู่ของผม
…
? ผมไม่ได้ตระหนักรู้ถึงตัวตนของตนเองได้แบบคุณมิโซโนะนะครับ”
“อ๋า
…
ก็เนี่ย นายบอกว่าสตัฟฟ์นกไปโดยที่คิดคำนึงถึงเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่เรอะ ความอ่อนโยน มุมมองบุคคลภายนอก สิ่งที่อยู่ภายใน ตัวตนของตัวเองน่ะ”
“...... ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ครับ”
คุรามะเลื่อนตัวออกห่างจากมิโซโนะ ราวกับจะเลิกสนใจ เห็นดังนั้นมิโซโนะจึงรีบวางกล่องทึบนั้นลงพื้น แล้ว เคลื่อนตัวไปจับข้อมือของคุรามะไม่ให้ไปไหน ดวงตาอำพันมองไปที่อีกฝ่ายอย่างแน่วแน่
“นายไม่ได้ว่างเปล่า ไม่ได้เบาโหวง ไร้ความรู้สึกจนด้านชา แต่มีความสนใจ กระหายใคร่รู่ว่าจะมีสิ่งไหนมาเติมเต็มตัวตนของนาย เลยเป็นเหตุผลของทุกอย่างที่นายทำไม่ใช่เรอะ?”
“.......”
“ที่เรียกฉันมาเพื่อดูสิ่งนี้ แสดงว่านายก็ไม่อยากกักขังความคิดที่ว่า ‘ตัวเองว่างเปล่า’ เลยมาถามความคิดเห็นฉันไม่ใช่หรือไง”
“ผมอาจจะอยากเรียกคุณมาดูเพื่อยืนยันความคิดตัวเองก็ได้นะครับ”
“คิดว่าฉันจะคิดแบบนั้นจริง ๆ เรอะ ขนาดนี้แล้วเห็นขวัญหนีดีฝ่อกับเรื่องแค่นี้หรือไง”
“.......ถ้าอย่างนั้น”
คุรามะจับมือที่มิโซโนะคว้าข้อมือตัวเองไว้ ดึงออกเพื่อเลื่อนมาแตะต้องที่ลำคอตัวเอง มิโซโนะรับรู้ถึงไออุ่นจากปฏิกิริยาร่างกายที่สัมผัสกัน
“คุณสัมผัสได้ใช่มั้ยครับ? เส้นเลือดที่ไหลเวียนอยู่ตรงนี้
…
คุณจะบอกว่า ชีพจรที่ไหลเวียนอยู่ อวัยวะภายในที่ทำงานอยู่ สมองที่ไม่เคยหยุดพักเหล่านี้ของผม ไม่ได้ทำงานไปอย่างไร้สำนึกนึกคิดหรือครับ?”
“......แน่สิ คุรามะ”
มิโซโนะเคลื่อนมือลงมา สัมผัสที่หน้าอกด้านซ้ายของคุรามะ เหมือนกับหลอดเลือดเหล่านั้น หัวใจของคุรามะก็ยังคงทำงานอยู่ตรงนี้เช่นเดียวกัน
“สำนึกนึกคิดของนาย ต้องการบางสิ่งมาเติมเต็มความว่างเปล่าให้ตัวเอง แต่ฉันคิด
…
ตอนนี้ก็ยังคิดเสมอ
……
ว่านายอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ว่างเปล่าสักนิด แค่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร และไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไรเท่านั้นเอง”
“......”
“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้ คือการทำให้นายรู้สึก ทำให้นายตระหนักรู้ถึงสิ่งที่นายมี ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันเห็นอยู่ตลอดไงล่ะ”
มิโซโนะรับรู้ถึงแววตาไร้ชีวิตชีวานั้น รวมถึงรับรู้ถึงแววตาที่จับจ้องมาที่ตัวเองอย่างใคร่รู้ เขารู้ว่าทุกสิ่งมีชีวิตจะตายจากไป คนรุ่นหลังจะมองเห็นหรืออยากนิยาม ให้คุณค่าต่อสิ่งเหล่านั้นว่าสูงส่งหรือไร้ค่ายังไง ก็ไม่เกี่ยวกับความคิดตั้งมั่นหรือมุมมองที่มีต่อตนเองในปัจจุบันเลยสักนิดเดียว
“......ทั้งที่คุณก็ยังไม่รู้อะไรเหมือนผมแท้ ๆ แต่กลับพูดอย่างมั่นใจเสมอเลยนะครับ”
“นายชอบความชัดเจนแบบนี้นี่ ใช่มั้ยล่ะ?”
เปลือกตาของคุรามะเบิกโพลงเล็กน้อยที่ได้ยินดังนั้น เพียงเล็กน้อยจนไม่ทักสังเกตจริง ๆ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปประกบริมฝีปากกับมิโซโนะตรงหน้า เป็นเพียงการประกบแบบสัมผัสกันเท่านั้น แต่ก็ทำให้มิโซโนะเป็นฝ่ายที่ดวงตาเบิกโพลงอย่างเห็นได้ชัด และสังเกตได้อย่างง่ายดาย
“ผมอาจจะชอบจริง ๆ ก็ได้ครับ ความชัดเจนของคุณ”
มิโซโนะหน้าแดงระเรื่อยิ่งขึ้น จึงเข้าไปจูบคุรามะกลับราวกับแก้อาการเก้อเขินที่ดูไม่ได้เรื่องของตัวเอง คุรามะรับการจุมพิตและลิ้นที่แทรกตัวเองเข้ามาถึงภายในกายตัวเอง มือทั้งสองข้างโอบหลังของมิโซโนะแล้วดึงตัวอีกฝ่ายลงมา ทำให้แผ่นหลังของคุรามะสัมผัสกับเตียงแสนนุ่ม ในสภาพที่มิโซโนะคร่อมตัวเองอยู่ สีหน้าคมคายนั้นยังไม่คลายอาการเขินอายแต่ก็จ้องมองมาที่ตนเองไม่เปลี่ยน
“คุรามะ ถ้าแบบนี้
……
”
“ครับ”
เพียงสิ่งเดียวไม่อาจมอบความต้องการให้กับตนเองได้ ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่รู้ว่าเมื่อทำแล้วตนเองจะได้รับความรู้สึกบางอย่างกลับมาอย่างแน่นอน ความรู้สึกที่ได้รับเหมือนหลักฐานของการคงอยู่ของตนเอง ทั้งความรู้สึก แรงสัมผัส อุณหภูมิร่างกายเหล่านั้นมอบความหมายบางอย่างให้กับตัวคุรามะโดยที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ
“ทำให้ผม ‘อยู่ตรงนี้’ สิครับ คุณมิโซโนะ”
มิโซโนะได้ยินดังนั้นจึงโน้มตัวเข้าหา ประกบริมฝีปากและเคลื่อนมือสัมผัสร่างกายของคุรามะ ทั้งสองประสานร่างกายของกันและกันอย่างไม่ลังเลต่อสิ่งใด ต่อให้สิ่งที่สนองความต้องการของคุรามะในตอนนี้ อาจจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว หรือต่อให้เป็นสิ่งที่มิโซโนะสนองอีโก้ตัวเองเพื่อคงความสัมพันธ์ที่ตนอยากรักษาไว้แต่เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม
“คุรามะ
………
”
ในเมื่อทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าลงเอยเช่นนี้ คนนอกที่ไหนจะมีสิทธิไปตัดสินสำนึกนึกคิดของทั้งคู่กันได้เล่า
*
กรีดผิวหนัง
ลอกคราบออก
ชำแหละเครื่องใน
คว้านภายในที่ว่างเปล่า
สัตว์สตัฟฟ์แสนสวยงาม
ภายใต้ความว่างเปล่านั้น
หากปฏิบัติต่ออย่างอ่อนโยน หรือให้ความรักไป
มันจะรู้สึกดีใจหรือเปล่า ?
หรือเป็นคุณเองที่จะรู้สึกดีใจกันแน่ ?
(จบ)
Reaction
If you make a mistake, you can cancel it by pressing the reaction.
Custom color
Reset color
広告非表示プランのご案内