Privatter+
Font
Serif
Sans Serif
Color
Light
Dark
auto
Font size
Large
Medium
Small
Language
Japanese
English
Sign in with Google
Sign in with ID and password
Account ID
Password
Sign in
Forgot password?
Create account
aykawpv
2024-11-05 18:47:46
16977文字
Public
rotd
Clear cache
(Fanfic) rotd 🥢🕊️ (Gore)
เรื่องสั้นแต่ยาวเรื่องที่สาม
~A mind all logic is like a knife all blade~
Rabindranath Tagore
~จิตใจที่มีเพียงตรรกะ เสมือนใบมีดที่มีแต่คมแหลม~
รพินทรนาถ ฐากุร
==============
เสียงของหญิงสาวแผดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน ทาบเทียมกับเสียงใบเลื่อยของเครื่องยนต์ตัดไม้เซนซอว์ที่ขยับเข้าใกล้ประชิดร่างของเหยื่อผู้นั้น หญิงสาวถูกจับตรึงไคว่ตัวแบบกลับหัวจึงไม่เห็นการกระทำของฆาตกรโรคจิตนั้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้มีไว้เพื่อคาดหวังให้มีใครมาช่วย แต่เป็นการปลอมประโลมโชคชะตาของตนที่ต้องมาพบเจอเหตุการณ์สยองขวัญเหล่านี้
‘ฉันยังไม่อยากตายยย!’
‘ครื้นนนนนนน’
ใบเลื่อยสั่นอย่างรุนแรง ปะทะเข้าหน้าท้องของหญิงสาว เสียงเสียดสีของผิวหนังและใบมีดตีกันเหมือนเครื่องปั่น เพียงแต่สิ่งที่ปั่นคั้นผสมปนกันไม่ใช่น้ำคั้นสด ๆ จากผลไม้แสนสุก แต่เป็นลำไส้เล็กใหญ่ที่เผยอออกและห้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง เลือดจากร่างหญิงสาวไหลท่วมลงตามจนปิดบังใบหน้าสวย ๆ ของเหยื่อ เสียงกรีดร้องยังคงแผดเสียงแม้เลือดหรืออวัยวะภายในจะสวนเข้าปากก็ตาม ฆาตกรยังคงฉีกยิ้มอย่างเงียบงันเช่นที่ผ่านมา และเลื่อยใบมีดของเครื่องยนต์ลงมายังตำแหน่งกระเพาะ ตัดเข้าโครงกระดูกที่ปกป้องตับ ปอด หัวใจ แน่นอนว่าเสียงของหญิงสาวหายไปพร้อมกับวิญญาณเรียบร้อยแล้ว แต่ฆาตกรยังไม่หยุดหั่นสิ่งที่เคยเป็นมนุษย์ตรงนั้น แสดงเห็นถึงเครื่องในในสภาพเละเทะอย่างตรงไปตรงมา
“อุ้ก.....”
“
……
”
เสียงร้องจากความเจ็บปวด ใบหน้าฉีกยิ้มผิดธรรมชาติของฆาตกร ภาพแดงฉานและอวัยวะที่ไหลออกมาจากร่างกายอย่างชัดเจน สร้างความผะอืดผะอมให้กับมิโซโนะ เรออนเป็นอย่างมากจนต้องเบือนหน้าหนีจากจอแก้ว และมองใบหน้าเรียบเฉยของคุรามะ ทาดาโอมิที่ยังคงจ้องสภาพน่าสะอิดสะเอียนของเหตุการณ์นองเลือดในภาพยนตร์ด้วยสายตาใสอย่างเช่นเคย ไม่แตกต่างจากตอนดูภาพยนตร์แนวโรแมนติกหรือรายการบันเทิงวาไรตี้เลยสักนิด
เมื่อภาพยนตร์ดำเนินเรื่องจนภาพตัดออกจากสภาพน่าสังเวชของเหยื่อ แปรเปลี่ยนเป็นซีนกลางวันฉายภาพชีวิตประจำวันของตัวละครยามปกติ คุรามะหยิบรีโมทขึ้นมากดหยุดและหันมามองทางมิโซโนะที่นั่งข้าง ๆ ตนด้วยสีหน้าเรียบเฉยเฉกเช่นเมื่อครู่ และไถ่ถามสภาพร่างกายและจิตใจเบื้องต้นตามแบบฉบับของความเห็นใจที่มนุษย์พึงมีให้แก่กัน
“คุณมิโซโนะ ไหวไหมครับ?”
“ไม่---
…
ไม่ไหวว่ะ ขอโทษนะคุรามะ
……
”
“ไม่เป็นไรเลยครับ ยังไงเรื่องนี้ก็เป็นโฮมวิดีโอที่เช่ามา ยังมีเวลาอีกมากกว่าจะถึงกำหนดคืนครับ”
ดูเหมือนคุรามะจะ ‘เลือก’ ต่อบทสนทนาด้วยวัตถุประสงค์เดิมที่ทั้งสองคนตั้งใจจะทำ โดยไม่ได้รู้สึกถึงใจของมิโซโนะที่กำลังปั้นหน้าทำเป็นเก่งเช่นนั้น แต่มิโซโนะรู้ดีว่าคุรามะมีกระบวนการคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไปเล็กน้อยจึงไม่ถือสาตรงจุดนี้ มิโซโนะนึกย้อนตอนที่พวกเขากำลังเดินเล่นด้วยกัน หรือก็คือการเดท และเปลี่ยนสถานที่จากร้านหนังสือยามปกติมาเป็นร้านเช่าภาพยนตร์
‘แม้จะมีชื่อเรียกว่าโฮมวิดีโอ แต่เท่าที่เห็น สิ่งที่ปล่อยเช่าก็มีแต่แผ่นจากเครื่องเล่นดีวีดีหรือบลูเรย์นะครับ’
‘จะว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปเร็วหรือยังไงดีนะ ถึงสมัยนี้ก็เป็นแผ่นกันส่วนใหญ่ก็เถอะ... นั่นไง โซนเล็ก ๆ ตรงนั้นยังมีเทปคาเซ็ตหรือเทปวิดีโออยู่จริงด้วย’
‘โอ้ เหมือนที่บ้านเกิดผมจะมีเครื่องเล่นพวกนั้นอยู่นะครับ ถ้าดูสื่อพวกนั้นด้วยเครื่องเล่นที่แตกต่างกัน จะให้ความรู้สึกที่ต่างกันอยู่หรือเปล่านะ’
‘จริงเหรอ ดีแฮะ ถ้าได้ดูฉันคงรู้สึกแตกต่างกันแน่ ๆ ละนะ แค่เห็นสื่อกลางอย่างเทปเล่นที่ไม่เหมือนกันยังตื่นเต้นเลย’
‘ถ้าอย่างนั้น ตอนผมกลับบ้านเกิดไปจะลองถามที่บ้านดูว่ายังมีไหม แล้วยืมมาที่นี่ได้หรือเปล่านะครับ’
‘เอ๊ะ ได้เหรอ แต๊งกิ้ว!’
จากนั้นก็เดินผ่านโซนนั้น... หมวดหนังเลือดสาด เรทฉ.
‘......’
‘โอ้ นายชอบดูหนังเลือดสาดนี่นะ’
‘เรื่องนี้ เห็นคนกล่าวว่าเป็นแนวหน้าใหม่ในวงการหนังไล่เชือดด้วยละครับ ปีนี้จะมีกำหนดฉายภาคสามบนโรงภาพยนตร์ แต่ไม่ทราบว่าประเทศญี่ปุ่นจะปล่อยให้ฉายบนโรงไหมนะครับ’
‘หืม แนวเรื่องเฉพาะทางแต่มีถึงภาคสามแล้ว แสดงว่ามีฐานแฟนเยอะพอสมควรเลยนะ’
‘ครับ ส่วนที่ปล่อยเช่าอยู่คือภาคหนึ่งและภาคสอง... เห็นว่าภาคหนึ่งเนื้อหาจะ---’
‘อ้า คุรามะ!’
มิโซโนะใช้มือปิดริมฝีปากที่กำลังจะพูดของคุรามะทำให้อีกฝ่ายนิ่งตามภาษากายที่มิโซโนะต้องการสื่อ มิโซโนะทำไปทันทีตามสัญชาตญาณ แต่พอตระหนักว่าตัวเองกำลังใช้แผ่นนิ้วสัมผัสกับริมฝีปากคุรามะที่เคยจูบกันมาก่อนแล้วจึงรีบผละออกทั้งเคอะเขินเล็กน้อย
‘เก็บไว้ให้ฉันรอดูดีกว่า ฉันอยากดูหนังเรื่องนี้กับนายนะ’
‘ทำไมล่ะครับ? แนวนี้ไม่ใช่แนวภาพยนตร์ที่ปกติคุณมิโซโนะจะดูนี่ครับ’
‘ยิ่งเพราะว่าไม่ใช่แนวปกติที่ฉันจะเลือกดูด้วยก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สนใจน่า อีกส่วนหนึ่งก็......’
มิโซโนะนึกถึงคำพูดที่คุรามะเคยพูดกับตัวเอง ‘ดูหนังแนวเลือดสาดเพื่อสงบจิตใจ’ เขาอยากรู้ว่าทำไมคุรามะถึง ‘รู้สึก’ เช่นนั้นได้ มิโซโนะตั้งมั่นเสมอว่าต่อให้ไม่อาจเข้าใจ แต่การได้ทำความเข้าใจจริง ๆ ย่อมดีกว่าไม่รับรู้อะไรเลย สัมผัสนุ่มจากผิวบางและไออุ่นที่แตะริมฝีปากนั้นยังหลงเหลือในความรู้สึกของตนเอง มิโซโนะอยากจะยืนยันทุกความรู้สึกที่ตนมีให้อีกฝ่ายเหมือนกัน
‘มีโอกาสที่ฉันจะเข้าใจตัวนาย ทำไมฉันจะไม่คว้าไว้ล่ะ?’
เขาก็เป็นคนออกปากเองเสียด้วยว่ายินดีที่จะดู ตัดภาพมาดูสภาพไม่ไหวแล้วของมิโซโนะในปัจจุบันนี้สิ น่าสมเพชและไม่เท่เอาเสียเลย กระทั่งอีกฝ่ายที่ไม่มีความรู้สึกอะไร ยังสังเกตเห็นได้ชัดจนต้องมาแสดงความเห็นใจเช่นนี้
“อ่า... ใช่ ฉันยังอยากดูต่อนะ ถ้านายเก็บไว้ก่อน เพื่อให้เราดูด้วยกัน ฉันจะดีใจมากเลย......”
“ได้ครับ ถ้าได้ดูกับคุณมิโซโนะ ผมได้สังเกตปฏิกิริยาของคุณได้ด้วย”
“ฉันทำอะไรออกไปเนี่ย......?”
คุรามะเผยยิ้มชวนให้สงสัยเล็กน้อย ก่อนลุกไปกดเปิดแผ่นออกจากเครื่องเล่น เก็บใส่กล่องเก็บเรียบร้อยแล้วปิดเครื่อง และกลับมานั่งพับเพียบอย่างสำรวมข้างมิโซโนะบนพื้นพรมในระยะที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าตอนที่ดูภาพยนตร์ด้วยกันเมื่อครู่นี้ ชวนให้มิโซโนะรู้สึกระแคะระคายมากกว่าชวนเคอะเขินเสียอีก
“คุณมิโซโนะ ทำท่าทางเหมือนอยากอ้วกน่ะครับ”
“อ้าก!”
มิโซโนะใช้มือกุมศีรษะตัวเอง เขาไม่ปฏิเสธความรู้สึกชวนพะอืดพะอมที่ได้เผชิญ แต่เขาเสียใจนิด ๆ ที่พลั้งแสดงส่วนที่อ่อนแอออกมาให้อีกฝั่งที่ตนมุ่งมั่นว่าจะเป็นที่พึ่งพาให้ในทุกด้าน เขารู้ดีว่ามนุษย์ไม่สามารถเพียบพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้านอยู่แล้ว แต่การเลือกแสดงว่าตนแข็งแกร่งนั้นก็เป็นภาพลักษณ์และหมุดหมายตัวตนที่อยากจะเป็น และหวังว่าความตั้งใจนั้นจะมากพอจนคุรามะจับสังเกตได้ด้วย เพราะในอีกแง่หนึ่ง มันคือการแสดงออกว่าตัวเองจะไม่ยอมตกอยู่ในห้วงอำนาจของคุรามะทาดาโอมิเด็ดขาด
“พะอืดพะอมสินะครับ? มันเป็นรู้สึกแบบไหนเหรอครับ? พอจะอธิบายให้ผมได้หรือเปล่าครับ?”
คุรามะเลื่อนฝ่ามือจับที่ใบหน้าของมิโซโนะหันมาจับจ้องที่ใบหน้าของตน การกระทำที่ภายนอกอาจมองว่ากำลังปลอบประโลม แต่มันคือการรุกไล่ถามไถ่ถึงสิ่งที่คุรามะไม่มี ในมุมมองของคุรามะ การตั้งคำถามนี้ก็ไม่แตกต่างจากคำถามทั่วไป เขาตั้งคำถามมากมายเช่นนี้กับมนุษย์ทุกคน แต่กับมิโซโนะเรออนแล้ว คุรามะเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าอีกฝ่ายสามารถให้คำตอบกับตัวเองได้แม้จะเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ผิดศีลธรรมแค่ไหนก็ตาม และเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมีสถานะ ‘คนรัก’ กับตนแล้ว คุรามะจึงเรียนรู้ที่จะใช้ภาษากายร่วมกับการตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น มิโซโนะที่เข้าใจจุดนั้นก็คุรามะด้วย แม้จะมีความรู้สึกกึ่งผวา แต่อีกกึ่งหนึ่งมันคือความรู้สึกดีที่อีกฝ่ายรู้ถึงสถานะ ‘คนรัก’ และเลือกใช้วิธีนี้เพื่อถามคำถามแก่ตน
“เอ่อ... นายพอจะเคยได้ยินคำพูดประมาณว่า ผู้สร้างภาพยนตร์ผลิตเพื่อต้องการสื่ออารมณ์บางอย่างให้แก่คนดู หรือเปล่า?”
“คลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีคำพูดประมาณนั้นอยู่นะครับ”
“จริงอยู่ที่มันก็คงไม่สามารถเหมารวมภาพยนตร์ทุกประเภทได้หรอก อย่างพวกที่สร้างภาพยนตร์เพราะเป็นงานจ้าง หรือโปรเจ็คจบส่งงานมหาลัย ถึงจะมีการส่งอารมณ์ให้คนดู แต่มันอาจไม่สามารถส่งมาได้อย่างเต็มที่... อืมม ถ้าเทียบกับแนวดนตรี ก็คงเหมือนกับพวกเราที่บางครั้งก็เล่นเพลงโคฟเวอร์เพลงดัง แต่มันก็ไม่สามารถส่งความรู้สึกถึงผู้ชมได้ซื่อตรงเท่าบทเพลงออริจินอลที่เขียนมาในฐานะวงดนตรีของตัวเองใช่มั้ยล่ะ”
“นั่นสินะครับ เทียบดูแล้ว การเล่นเพลงโคฟเวอร์เป็นการเล่นเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ชมและฝึกฝนเทคนิคที่แตกต่างมากกว่าการสร้างสรรค์ขึ้นเพราะความพึงพอใจของตัวเองนะครับ”
“ใช่ ๆ พูดถึงความพึงพอใจแล้ว หนังที่เราเพิ่งดูไปเมื่อกี้ นายเล่ามาคร่าว ๆ ว่ามันเป็นหนังทุนต่ำที่ผู้กำกับ คนเขียนบท คนทำเอฟเฟคทั้งหลายเป็นคนเดียวกันใช่มั้ย”
“ครับ”
“ความจริงแล้ว เห็นว่าการทำหนังโดยมีคนรับผิดชอบตำแหน่งใหญ่ ๆ พวกนั้นเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่หายากนะ แน่ละว่ามีหนังของมือสมัครเล่นที่ทำคนเดียว แต่นี่เหมือนเป็นการรวมกลุ่มของคนชื่นชอบแล้วขับเคลื่อนโดยผู้กำกับคนนี้ ฉันเลยคิดว่าหนังเรื่องนี้มันสร้างขึ้นจากแพชชั่นของทีมงานเบื้องหลังมาก ๆ เลยละ”
“ผมเคยอ่านบทความรีวิวของภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อน ในบทความก็มีลักษณะการใช้คำคล้าย ๆ ที่คุณมิโซโนะพูดเลยครับ คุณไม่เคยอ่านบทความ แต่กลับรับรู้ถึงความรู้สึกของทีมงานได้ยังไงเหรอครับ?”
“เอ๋ จริงเรอะเนี่ย ตอนฉันว่าง ๆ ก็ชอบดูหนัง เลยมักอ่านบทความเกี่ยวกับเบื้องหลังไปเรื่อยเปื่อย จนพอจะรู้โครงสร้างการทำงานคร่าว ๆ ละมั้ง? และอีกอย่าง...... พอดูหนังแล้ว ความรู้สึกมันส่งตรงมาถึงฉันมากเลยน่ะ”
“ความรู้สึกพะอืดพะอมสินะครับ ทำไมล่ะครับ?”
“นั่นมันเพราะ... หนังมันทำให้ฉันเชื่อได้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเรื่องจริงน่ะสิ”
“ทั้งที่คุณทราบดีอยู่แล้วว่าภาพยนตร์คือเรื่องแต่งน่ะหรือครับ? จริงอยู่ที่ผมดูหนังแนวนี้ทีไรก็เห็นในสิ่งที่ปกติจะไม่สามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าเพราะผมไม่เคยเห็นสิ่งนั้นกับตา ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าสิ่งที่ปรากฏในนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งด้วยน่ะครับ”
ในใจของมิโซโนะสะดุดกึกขึ้นมา เขารู้ว่ามันมีหนังต้องห้ามที่สิ่งที่ฉายภาพในบันทึกนั้นไม่ใช่เรื่องแต่งทั้งสิ้น เขาไม่รู้ว่าหนังที่คุรามะเคยดูมามันมีของแบบนั้นปะปนอยู่ด้วยหรือเปล่า แต่การจะถามแทรกตรงนี้จะยิ่งทำให้เบี่ยงประเด็นสนทนาในปัจจุบันมากขึ้น เขาอยากจะค่อย ๆ คลายข้อสงสัยของคุรามะทีละอย่าง แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่สมควรที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม
“อ่า นั่นก็อาจจะคล้าย ๆ สิ่งที่ฉันกำลังจะอธิบายก็ได้นะ? อย่างฉากโหด ๆ ทั้งหลายที่เราดูมา เอ่อ อย่างตอนที่ไส้ไหลออกมานอกร่างกายพวกนั้นน่ะ ความจริงแล้วผู้กำกับสามารถเลือกเบนกล้องเพื่อส่งอารมณ์หวาดเสียวให้กับคนดูได้ แต่กลับเลือกแช่กล้องให้เห็นฉากเละเทะพวกนั้นตรง ๆ จนฝั่งฉันเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีแทน... การฉายสิ่งที่มนุษย์ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัว ความเจ็บปวด ความตาย ความทุกข์ทรมาน ไม่ว่าใครก็นับว่าเป็นความกลัวที่ไม่อยากเกิดกับตัวหรอก”
“ ‘ไม่ว่ากับใคร’ น่ะเหรอครับ?”
“ฮะ ๆ อย่างนายเอง ถ้าเกิดเจอเหตุการณ์บาดเจ็บสาหัสจนตัวต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล ก็คงจะมีความรู้สึกว่าแทนที่จะนอนนิ่ง แต่อยากทำอย่างนู้นอย่างนี้มากกว่าใช่มั้ยล่ะ”
“......ก็จริงครับ ผมอาจจะเกิดความรู้สึก คุ่นเคืองระคนเสียดาย ก็เป็นได้ครับ”
“ความรู้สึกลบอย่างนั้น อาจเชื่อมโยงไปถึงความกลัวได้น่ะ เพราะอย่างนี้... ในหนังที่ฉายภาพความเจ็บปวดอย่างชัดเจน คนที่เห็นก็จะเผลอคิดไปถึงว่า ‘หากตัวเองอยู่ในสภาพนั้นล่ะ?’ ขึ้นมา ก็อาจจะเกิดความหวาดกลัว พะอืดพะอม สะอิดสะเอียน จนอยากขย้อนของเสียออกมาก็ได้”
“ดังนั้น แม้คุณมิโซโนะทราบดีว่าเป็นเรื่องแต่ง ก็จะเกิดความรู้สึกนั้นอย่างเสียไม่ได้ เพราะจิตใจของคุณมิโซโนะ ‘เชื่อ’ ไปแล้วว่าความเจ็บปวดทรมานนั้นสามารถเกิดขึ้นจริงได้ อย่างนั้นสินะครับ”
“ใช่ ทั้งภาพ เสียง บทพูด สเปเชียลเอฟเฟคพวกนั้น ทำให้คนดูแบบฉันเชื่อได้ นับว่าเป็นการประสบความสำเร็จสูงสุดของคนทำหนังที่ทำให้คนดู ‘รู้สึก’ ถึงขนาดนี้แล้วละมั้ง”
“ทั้งที่โดยผลลัพธ์แล้วมีแต่สร้างความรู้สึกด้านลบให้ตัวคุณขนาดนี้ คุณมิโซโนะจะยังนับว่าหนังเรื่องนี้เป็น ‘สื่อบันเทิง’ ได้หรือครับ?”
“ถึงฉันจะยังดูไม่จบก็เหอะ... แต่ก็คิดว่าหนังมันก็สร้างมาเพื่อเป็น ‘ความบันเทิง’ ในทางใดทางหนึ่งให้คนดูอยู่แล้วละนะ... เพียงแต่แนวเรื่องนี้ ไม่ใช่ความบันเทิงอย่างที่ฉันจะรื่นเริงไปกับมันได้ หรืออย่างที่คนทั่วไปส่วนใหญ่จะสามารถรับได้เท่านั้นเอง”
“คุณมิโซโนะจะนิยาม ‘ความบันเทิง’ ของสื่อบันเทิงประเภทนี้ว่าอย่างไรเหรอครับ”
คุรามะขยับตัวเข้าใกล้มิโซโนะ ราวกับว่านี่คือคำถามที่สำคัญ มิโซโนะมองใบหน้านั้นอย่างจริงจัง ระมัดระวังในการใช้พูด และคิดเหตุผลรองรับคำพูดเสมอ เพื่อไม่ให้ผลที่ตามมาจะหันเหไปในทางที่เขาไม่อยากจะให้เป็น
“ฉันคงมองว่า
…
เป็น ‘ความสะใจ’ ละนะ”
“ความสะใจ...”
“มนุษย์เราไม่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ในชีวิตจริงได้ เพราะจะเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายตามมา ไม่ว่ากับตัวเองหรือผู้คนรอบข้าง ต่อให้ไม่มีเยื่อใยให้กัน แต่ผลของการกระทำจะสร้างเจ็บปวดอย่างรุนแรง กระทบถึงด้านจิตใจ สังคม และกฎหมายทั้งนั้น”
“เหมือนกับการแต่งเพลง... ภาพยนตร์ก็เป็นการแสดงความรู้สึกออกมาในรูปแบบของสื่อที่ถนัด เพื่อต้องการให้ผู้ชมรับรู้ สินะครับ”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น... นี่ คุรามะ ต่อให้มี ‘การรับรู้’ ถึงสื่อเหล่านั้น แต่มันก็ไม่ได้หมายถึง ‘การทำความเข้าใจ’ หรือ ‘รู้สึกร่วม’ ด้วยนะ”
“.......”
“นายเคยบอกฉันว่านายดูหนังแนวนี้แล้วสงบจิตใจ... สงบบางสิ่งบางอย่างที่รบกวนจิตใจนายใช่มั้ย”
“......ครับ”
“ฉันมองว่า ความรู้สึกที่นายเห็นจากสื่อบันเทิงที่สร้างเพื่อ ‘ความสะใจ’ มันคือความรู้สึก ‘ได้รับการเติมเต็ม’ ...... ในส่วนที่นายต้องการบางสิ่งมาทดแทนน่ะ”
“ได้รับการเติมเต็ม... เหรอครับ? แต่ว่า ความรู้สึกนี้ แตกต่างจากตอนที่ผมแสดงไลฟ์กับทุกคน......?”
“นั่นคงเพราะ ตอนแสดงไลฟ์เอปซิ นายได้รับการเติมเต็มโดยเป็นสิ่งที่นายต้องการจริง ๆ แต่ตอนที่นายดูหนังแนวเลือดสาดพวกนั้น... บางอย่างที่รบกวนจิตใจนายสงบลง แต่นายก็กลับเกิดความรู้สึกที่มีบางอย่างมารบกวนอีก จนต้องดูหนังแนวนั้นเรื่อย ๆ ใช่มั้ย?”
“อ๊ะ เพราะอย่างนั้น......”
“ร่างกายและจิตใจบางส่วนของนาย ได้รับการเติมเต็มจากดูหนังแนวนั้น ในขณะเดียวกัน ร่างกายนายก็รับรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทดแทนกันได้ นายจึงเกิดความรู้สึกรบกวนซ้ำไปมา...”
หรือก็คือ... มิโซโนะกลืนคำพูดที่คิดลงคอไป หากเอ่ยขึ้นมาแล้ว ทุกสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวพันกับคุรามะจะยิ่งถลำลงลึกมากยิ่งขึ้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่นิยามลักษณะของอีกฝั่งว่าเป็น ‘ไซโคพาธ’ แต่ยิ่งใช้ชีวิต ยิ่งสัมผัสกายและใจอีกฝั่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับรู้ว่าตนไม่เข้าใจมากเท่านั้น เมื่อได้รู้ว่าขอบเขตความไม่รู้ของมนุษย์มีมากแค่ไหน ร่างกายมิโซโนะจึงส่งสัญญาณเตือนภัยออกมาให้แน่นิ่ง แม้เพียงชั่วครู่ก็ตาม
ความไม่รู้ที่มีต่อคุรามะจะดำมืดไปถึงก้นบึ้งที่ลึกแค่ไหน แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่แม้แต่ทั้งสองก็คงไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้เห็นจริง ๆ ถึงกระนั้น มิโซโนะเตรียมใจพร้อมดิ่งลงไปพร้อมแสงไฟเพียงเจือจางแต่คงอยู่ เพื่อสำรวจความคิด ความรู้สึก และจิตใจของคุรามะทาดาโอมิ มนุษย์ตรงหน้าซึ่งมีไออุ่นเมื่อแลกเปลี่ยนสัมผัสกายกัน ไม่ต่างจากเขาเลยสักนิดเดียว
“หรือก็คือ การดูหนังแนวเลือดสาด สำหรับนายแล้ว...”
“มีความเป็นไปได้ว่า ร่างกายและจิตใจของผม ต้องการเหตุการณ์นองเลือด แต่ในความเป็นจริง เมื่อคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลทุกอย่างแล้ว ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพราะผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมาเป็นขบวนไม่รู้จบอย่างเช่นที่คุณมิโซโนะกล่าวมา สินะครับ”
คุรามะพูดวิเคราะห์ตัวเองออกมาราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น ถึงอย่างนั้นมิโซโนะก็ยังมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างแน่วแน่ คำพูดที่คุรามะเอ่ยขึ้น ไม่ต่างจากสิ่งที่เขาวิเคราะห์อยู่ในใจ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าแม้คุรามะจะอ่อนด้อยในด้านการรู้สึกตัวแค่ไหน เพียงแค่จูงมือและชี้ทิศทางที่ควรจะเป็น เจ้าตัวก็สามารถพินิจไตร่ตรองได้อย่างมีตรรกะ แสนรวดเร็วและน่าสะพรึง
“ใช่ ฉันก็คิดอย่างนั้น”
“อย่างนี้นี่เอง...... ถ้าอธิบายด้วยเหตุผลนี้แล้ว ผมเริ่มจะยอมรับพฤติกรรมเวลาผมดูหนังเหล่านี้ได้ขึ้นมาเลย ขอบคุณนะครับคุณมิโซโนะ”
“.................... เฮ่อ”
มิโซโนะสูดอ็อกซิเจนแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา พร้อมใช้มือยีหัวของคุรามะเบา ๆ เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความลำบากใจและเอ็นดูไปด้วยกัน คุรามะสังเกตการกระทำนี้ของมิโซโนะมากพอจนได้รู้ถึงเหตุผลของการกระทำนั้น จึงพูดต่อบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ แม้เนื้อหาจะชวนผิดแผกอย่างไรก็ตาม
“คุณมิโซโนะ ทั้งที่ผมพูดสิ่งที่อาจบ่งชี้ถึง ‘ตัวผมที่เป็นภัยอันตราย’ ขนาดนี้ แต่ดูเหมือนคุณจะยังเอ็นดูผมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”
“แหงสิ... แต่ถ้าจะสงสัยว่านายเป็นภัยแล้วทำไมฉันยังอยู่ตรงนี้ คือ เพราะฉันจะมองว่านายยังน่ารักกว่าด้วยซ้ำเพราะ ‘นายรู้ตัวว่าตัวเองอันตราย’ น่ะ”
ระหว่างที่มิโซโนะยีหัว คุรามะขยับตัวเข้าใกล้มิโซโนะยิ่งขึ้น แล้วเอาใบหน้าซุกที่หัวไหล่ของอีกฝ่าย คุรามะยังคงไม่เข้าใจการกระทำที่ไร้ความหมายของตัวเอง เพียงแค่รู้จากการสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายเสมอมาว่ามิโซโนะจะรู้สึกดีที่ตนทำเช่นนี้ ดังนั้น คุรามะเองก็อาจจะคาดหวังอยู่ลึก ๆ ว่า เหตุผลที่ตัวเองยังคงทำการกระทำไร้ความหมายเช่นนี้ เป็นเพราะว่าตัวเองคงจะรู้สึกดีด้วยเหมือนกัน
“มันแตกต่างกันหรือครับ?”
“แตกต่างกันสิ เพราะทั้งฉันทั้งนาย ‘ได้รู้’ แล้ว ถึงคิดหาทางตอบรับตัวตนของนายที่เป็นอย่างนี้ต่อไปได้ไง”
“แต่ว่า ภาพยนตร์ก็ไม่อาจทดแทนด้วยของจริงได้อยู่วันยังค่ำ...... คุณมิโซโนะคิดว่าผมจะไม่ ‘ข้ามเส้น’ ไปเหรอครับ?”
พูดจบดังนั้น มิโซโนะผละตัวออก คุรามะยื่นใบหน้าสงสัยเข้ามา ไม่ทันจะได้เปิดปากถาม มิโซโนะใช้ริมฝีปากประทับจูบที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย ทั้งแนบแน่นในความรู้สึกมั่นคง และแผ่วเบาอย่างอ่อนโยน ผ่านสักระยะหนึ่งแล้วมิโซโนะจึงถอนใบหน้าออก แต่ยังจับจ้องดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของอีกฝ่าย ด้วยสายตาที่แน่วแน่ และคำพูดที่แจ่มชัด
“ฉันไม่ยอมให้นายทำแน่ คุรามะ”
คุรามะยังจำถึงสัญญาที่อีกฝ่ายให้ไว้ เงื่อนไขเหล่านั้นมีไว้เพื่อรัดกุมการกระทำของตนและอีกฝ่าย ตราบใดที่คุรามะและมิโซโนะยังค้นพบสิ่งลี้ลับแสนอันตรายและตอบคำถามเพื่อให้ยอมรับสิ่งนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา พวกเขาจะยังผูกสัมพันธ์กัน หรือหากพูดในอีกแง่มุมในเชิงรักใคร่ มันคือสัญญาผูกสัมพันธ์จากความเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ และจะขาดสะบั้นลงเมื่อความเชื่อมั่นและความซื่อสัตย์นั้นสั่นคลอน
ว่าไปแล้ว การผูกสัมพันธ์ของมนุษย์ ก็เป็นลักษณะนี้ทั้งหมดหรือเปล่านะ? คุรามะสงสัยขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แต่เก็บคำถามไว้ไถ่ถามในโอกาสอันควรครั้งหน้าจะดีกว่า ยังไงเสีย คุรามะรับรู้ว่าอีกฝ่ายพร้อมจะตอบเขาเสมออยู่แล้ว
“ฮึฮึ เข้าใจแล้วครับ”
“เพราะงั้น ถ้าเป็นขอบเขตที่ฉันสามารถเข้าร่วมได้ ฉันยินดีให้ความร่วมมือนายเสมอนะ คุรามะ”
“ถ้าหากเป็นหนังแนวเลือดสาดอย่างเรื่องนี้ ต่อให้คุณมิโซโนะพะอืดพะอมมากแค่ไหน หรือต่อให้ต้องอาเจียนออกมา ก็ยังอยากจะดูภาพยนตร์เพื่อพูดคุยกับผมสินะครับ”
“ฉันไม่อ้วกหรอก! เอ่อ...... จะพยายามไม่อ้วกน่ะ!”
มิโซโนะมองใบหน้าที่เผยรอยยิ้มเล็กน้อย และปิดรอยยิ้มจากเสียงหัวเราะด้วยฝ่ามืออันเป็นอากัปกิริยาแสนสุภาพและสำรวม หลังจากคบกัน มิโซโนะรับรู้ว่าคุรามะปั้นสีหน้ายิ้มตลอดเวลาอย่างเป็นธรรมชาติมาตลอด เพราะรอยยิ้มคือใบหน้าอันเป็นมิตรของมนุษย์ทั่วไป แต่ในเมื่อมิโซโนะบอกว่าไม่ต้องบังคับสีหน้าตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าตน คุรามะก็แสดงสีหน้าเรียบเฉยต่อหน้าเขาบ่อยครั้ง จากแรกเริ่มที่พะวง จนถึงตอนนี้ที่เขาเริ่มคุ้นเคย กระทั่งได้เห็นว่าอีกฝ่ายแสดงสีหน้าที่มีความเป็นมนุษย์สูงขนาดนี้ในตอนนี้
‘ถ้านั่นคือรอยยิ้มจากความรู้สึกนายจริง ๆ จะดีแค่ไหนกันนะ...?’
มิโซโนะโอบไหล่ของอีกฝ่ายแล้วจูบที่รอยยิ้มนั้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าการเปิดเผยที่มาที่ไปของอารมณ์ความรู้สึกอีกฝ่าย เพื่อให้อีกฝั่งเข้าใจ ‘ตัวตนของตัวเอง’ มากขึ้น ในระยะยาวนั้นจะมีผลดีหรือผลเสียมากน้อยแค่ไหน แต่เขายินดีที่จะรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเด็ดขาด จะให้เลิกคบกับหมอนี่ทั้งที่รู้ว่าหมอนี่เป็นคนยังไงอยู่เต็มอกน่ะเรอะ ไม่มีทาง
จนกว่าจะถึงวันนั้น ในตอนนี้มิโซโนะขอจัดการกับความรู้สึกตัวเองที่มีต่อสเปเชี่ยลเอฟเฟคเสมือนจริง ด้วยการค้นหาว่าเบื้องหลังของฉากสยดสยองทั้งหลาย เวลาทำอุปกรณ์ประกอบฉากในภาพยนตร์แนวเลือดสาดเหล่านี้ ผลิตจากวัสดุหรือวัตถุดิบอะไรกันแน่ เพื่อความสบายใจของตัวเองเสียก่อน
(จบ)
Reaction
If you make a mistake, you can cancel it by pressing the reaction.
Custom color
Reset color
広告非表示プランのご案内