aykawpv
2022-08-01 00:58:54
5284文字
Public Nijo
 

(Fanfic) Nijo - confused ≠ lost

นิโจแต่มุมมองคานาตะ
*ทุกบทพูดใน “” เราเอามาจากออฟฟิเชียลแบบปรับๆ คำนิดหน่อย

ฉันเชื่อว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มนุษย์เรามีส่วนที่เป็นเลิศทั้งยังอ่อนด้อยในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่จักรกลที่ซื่อตรงแม่นยำและทำตามคำสั่งที่ป้อนให้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร กลไกความรู้สึกนึกคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตก่อเกิดกระบวนการคิดขณะเดียวกันก็เป็นรากฐานของสัญชาตญาณ หากพูดเปรียบเปรยให้ง่ายขึ้นก็คือเหรียญสองด้าน กระดาษเพียงพลิกแผ่น อะไรพวกนั้น พวกเราไม่รู้ตัว แต่ก็รับรู้มาเสมอว่าทุกอย่างมีอยู่จริง

ฉันคิดว่าคนเรามีจุดเด่นใหญ่หลวงคือความปัจเจก สังคมที่เกิดมา สภาพแวดล้อมเป็นอยู่ เพื่อนหรือญาติพี่น้องที่รายล้อม ลึกไปจนถึงดีเอ็นเอ พูดได้ว่าไม่มีทางที่คนจะเกิดมาแล้วรับปัจจัยภายนอกที่แตกต่าง แต่ยังมีความรู้สึกนึกคิดเดียวกันประหนึ่งฝาแฝดกันได้ (ไม่ได้จะอวดหรอกนะ พวกเราเหมือนกันมากจริงๆ แถมฉันยังไม่เจอคนที่เป็นตัวตนแยก อัลเตอร์อีโก้ หรือด็อบเพิลเกงเกอร์อะไรนั่นนี่) กระนั้น สังคมก็ยังจะพยายามสร้างมนุษย์ให้กลายเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ กรอกชุดข้อมูลลงในสมองและจิตใจว่าเราต่างไร้ทางเลือก แย่หน่อยที่กฎของโลกปัจจุบันเป็นอย่างนี้ ต่อให้ฉันคิดว่า ‘สิ่งสมมติ’ เหล่านี้สามารถปฏิวัติ ล้มกระดาน รื้อถอนออกเมื่อไหร่ก็ได้ตาม แต่ประชากรบนโลกไม่ได้เท่าเทียมกันแต่แรกนี่ ต่อให้ฮีโร่เหนือพลังที่โอ้อวดว่าปกป้องโลกหลายครั้งคราก็ไม่เคยกล่าวถึงผู้ขัดสนยากไร้ในประเทศโลกที่สามใช่มั้ยล่ะ

หากจดจ่อกับเรื่องไกลเกินตัวก็จะอับจนถึงความสามารถตัวเอง จงจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้และสิ่งที่เป็นอยู่ ฉันที่เคยมีเพียงโลกใบเล็กๆ ในห้องนอนรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าจะมาอวดเบ่งคำขวัญแสนประทับใจหรอก ฉันไม่คิดว่ามันเป็นคำสอนที่น่าเชิดชูยกย่องแต่อย่างใด หากแต่ต้องย้ำเตือนกล่าวไว้ ว่าสิ่งนี้เป็นแนวคิดของตัวฉันเอง อาจจะเป็นรากฐานของกระบวนการคิดที่ทำให้ฉันเป็นตัวฉันในตอนนี้ได้ นั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่ควรรับรู้

ฉันไม่ได้สาธยายยืดยาวเพื่อให้ใครสักคนฟัง หรือถ้าเกิดมีใครมองทะลุกระโหลกผ่านจิตสำนึกเห็นทะลุปรุโปร่งฉันก็ไม่ใส่ใจ แต่ถ้าเห็นแล้วช่วยจำใส่เส้นสมองของตัวเองบ้างก็จะดีมาก อย่างที่บอกไปว่าการย้ำเตือนให้ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวฉันไม่น้อย และฉันก็คิดว่าการตระหนักถึงจุดด้อยของตัวเองเพื่อทบทวนก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน เอาล่ะ

‘เสียงของคานาตะคุงซับซ้อนจัง’
‘ทำไมถึงเล่นเบสได้เบื่อหน่ายอย่างนั้น’
‘หมกมุ่นแต่เรื่องพรรค์นั้น มันมีค่าอะไรนักรึไง?’

หนวกหู หงุดหงิด จุ้นจ้าน น่ารำคาญ เหล่าคำพูดทำเป็นรู้ดีชวนคลื่นไส้ ถึงจะปัดให้ลืมว่าไม่จำเป็นอย่างไรก็ระลึกถึงสิ่งกวนใจน่ารำคาญได้เสมอ สมองคนเราทำงานอย่างนั้นละมั้ง
แม้นักปราชญ์ยังต้องคอยให้ลูกศิษย์มาคอยคัดค้านหรือบ่งชี้ นับประสาอะไรกับมนุษย์เดินดินธรรมดากันล่ะ แม้ฉันจะเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ครอบครัวที่พูดจาอ้อมค้อมหลีกเลี่ยงการปะทะ แถมสังคมโรงเรียนก็ไม่มีใครเป็นเดือดเป็นร้อนกับตัวฉันที่เป็นตอนนี้ ที่ผ่านเลยไม่มีใครตั้งคำถามกับฉันโดยตรงอย่างนั้น แต่ฉันเองก็รู้แก่ใจว่าตัวเองกระทำสิ่งที่ตนย่อมหลงลืมไปบ้าง นั่นน่ะ ก็เหมือนเวลาคนเราจะเผลอยิ้มเมื่อเห็นอะไรชวนอิ่มเอมใจ เวลาเหนื่อยหน่ายจากการต้องทำในสิ่งที่ไม่ต้องการก็เหมือนกัน และสิ่งนั้นเรียกว่าภาษากาย ผลลัพธ์ของการขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่ใช่รึไง

‘แกมันไม่มี “ความเป็นตัวแก” เลยสักนิด’

เสียงและใบหน้านั้นยังคงแจ่มชัด
ตอนที่ได้ฟังคำนั้น ความรู้สึกฉันเหมือนตัวเองจุดเดือดต่ำอย่างที่แขวะอีกฝ่ายมานักต่อนัก โกรธ ฉุนเฉียว เดือดดาล น่าขำตัวเองจริงๆ ที่พยายามเพื่อคนที่ไม่เคยมองมา ใช่ ไม่เคยมองมาตลอดจริงๆ หากฉันไม่ใช้วิธีที่ดึงด้านน่ารังเกียจในใจของฮารุกะออกมา ฮารุกะก็ไม่มีวันมองมาที่ฉัน กระทั่งตอนนี้ที่ฉันตัดสินใจแล้วว่าความรู้สึกที่มอบให้มาจะเป็นยังไงก็ช่าง ฉันยินดีพร้อมรับมาตลอด แต่คำพูดนั้นน่ะไม่ใช่ ไม่ใช่จริงๆ นั่นล่ะ หวังว่าพี่จะรู้สักวันนะ

นี่คือเรื่องระหว่างฉันกับฮารุกะ ฉันคือตัวฉัน แม้ว่าพวกเราจะเป็นฝาแฝด เหมือนกันมากแค่ไหน ไม่อาจตัดขาดได้ยังไง แต่ตัวฉันไม่อาจให้ ‘ความคิดของฮารุกะ’ มากลืนกินความเป็นตัวฉันไปได้ อ้าว เห็นในบทประพันธ์เรื่องฝาแฝดที่อยากกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกันบ่อยจนคิดว่าทุกคู่ต้องเป็นอย่างนั้นก็แย่แล้ว อย่างน้อยสำหรับตัวฉัน ฉันไม่มีวันถูกกลืนไปอย่างนั้นหรอก ตัวตนของฉัน ความรู้สึกของฉัน จิตสำนึกของฉัน ไม่มีใครพรากไปจากฉันได้ ไม่ว่าจะพวกโง่เง่าที่ผ่านมา หรือว่าฮารุกะที่ฉันรักก็ตาม ต่อให้ฉันอยากมอบชีวิตนี้ให้ฮารุกะ แต่หาก ‘ตัวฉัน’ ไม่ได้มอบชีวิตนี้ด้วยตัวฉันเอง มันก็ไร้ความหมาย และฉันจะกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟือง ว่าให้ตรงกว่านั้นคือเป็นตัวตนน่าเวทนาที่ไม่มีจิตสำนึกของตัวเองในความคิดของฮารุกะที่มองฉันนั่นแหละ

นั่นคือสิ่งที่ฉันหงุดหงิดยิ่งกว่าอะไร แต่ฉันก็ยังรู้สึกดีที่ต้นเหตุความรู้สึกน่ารังเกียจนี้มาจากฮารุกะ บอกไว้ก่อนว่าต่อให้ฮารุกะทำตัวน่ารำคาญยังไง เขาก็เป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิตฉัน ต้นเหตุของความรู้สึกทั้งมวลที่ฉันเป็นอยู่ในตอนนี้ ฮารุกะเป็นคนสร้างฉันขึ้นมา ขณะเดียวกัน เป็นฉันเองที่โอบรับมันไว้ด้วย ฉันเป็นคนรับไออุ่นจากแผ่นหลังของฮารุกะ ฉันเป็นคนรับความรู้สึกอิจฉาริษยาของฮารุกะที่ไม่อาจยืนอยู่ในจุดเดียวกับฉันได้ ล้วนเป็นตัวฉันที่ตัดสินใจทั้งสิ้น ความรู้สึกที่ฉันมีต่อฮารุกะ แม้จะไม่สนว่าใครคิดยังไงแต่ตัวฉันไม่อาจทนให้ใครมาเหยียดย่ำว่าความรู้สึกนี้เป็นของไร้สาระได้ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นฮารุกะเองก็ตาม

เมื่อชีวิตถึงทางสับสนแล้วคนเรามักจะรู้สึกว่าตัวเองหลงทาง ทั้งเรื่องชวนสับสนชวนว้าวุ่น ใจเต้นระส่ำด้วยความหวาดหวั่น หยาดเหงื่อที่รินไหลเพราะความไม่มั่นคง จิตใจที่ตกอยู่ในความวิตกกังวลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่ากับใครก็ตาม รวมถึงตัวฉันที่เป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย (ที่ถูกปูพรมแดงไว้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของสังคม) ย่อมมีเรื่องน่าหวั่นใจเป็นธรรมดา แต่ต่อให้เรื่องราวพวกนั้นเกิดขึ้น มันไม่ได้กระทบต่อเส้นทางและการตัดสินใจของฉันแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่จะสั่นคลอนความคิดของฉันได้ มีเพียงสมองที่สั่งการ และจิตสำนึกในก้นบึ้งหัวใจของตัวเองเท่านั้น

“ลำบากจริงๆ เนอะ เรื่องที่อาจจะโดนคนนอกที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยพูดจาไม่เข้าท่าใส่ แต่อย่าไปใส่ใจ สิ่งสำคัญคือซื่อตรงต่อใจตัวเอง และลุยกับสิ่งที่ตั้งใจไว้นี่นา ฉันจะคอยเชียร์นะ!”

เท่านี้ จบเรื่อง


(End)