aykawpv
2021-06-06 01:13:12
6737文字
Public
 

(Fanfic) Nijo - view

มโนนิโจวัยเด็ก การเล่นของเด็กๆ

“คานาตะก็ขึ้นมาดูด้วยสิ”
“เอ๊ะ แต่ว่า...”

คานาตะเงยหน้ามองขึ้นมาจากลานทรายด้านล่าง หางคิ้วตกลงแสดงความกังวลที่เป็นบ่อยครั้ง

“นายทำได้น่า! มาเถอะ!”

ฉันตะโกนให้กำลังใจน้องฝาแฝดของตัวเองที่มีท่าทีลังเล

ดูเหมือนจะได้ผล เพียงไม่นาน คานาตะก็เดินเข้ามาจับโครงเหล็กของโดมปีนป่ายนี้ ยกเท้าขวาลอยขึ้นจากพื้นทราย สลับกับเท้าซ้ายปีนขึ้นโครงเหล็ก ค่อยๆ ปีนขึ้นอย่างระมัดระวัง
ร่างกายของคานาตะที่ป่วยง่ายทำให้เขาชอบกังวลถึงตัวเองบ่อยๆ ว่าทำอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ และฉันจะพยายามบอกเสมอว่าไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ นายก็ผ่านมันไปได้ ฉันที่อยู่เคียงข้างอยากเป็นกำลังให้คานาตะฝ่าฟันเรื่องทุกข์ใจไปได้

“ค่อยๆ ปีนขึ้นนะ? ใช่ๆ จับโครงนั้น ต่อด้วยโครงนี้...”
“อือ ฮือ ฮารุกะ...”

คานาตะก้มหน้าก้มตา มือที่จับราวเหล็กนั้นสั่นไหวพลางส่งเสียงกลั้นน้ำตาออกมา

พวกเราเป็นพี่น้องสนิทกันดี ฉันไม่มีทางทำร้ายคานาตะแน่ๆ ฉันไม่ฝืนบังคับเขาให้ทำอะไรด้วย ในครั้งนี้ก็ตัวคานาตะเองที่อ้อนขอมาเล่นกับฉันข้างนอกให้ได้ แม้สุขภาพตัวเองจะไม่สู้ดีก็ตาม ฉันชื่นชมความใจกล้าของน้องฝาแฝดจึงพยายามพาไปเล่นแบบเดียวกันกับฉันทุกครั้งเท่าที่ทำได้

“ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่เป็นไรนะคานาตะ มองฉันไว้”
“อื้ม...!”

คานาตะแหงนหน้ามองมาที่ฉัน แล้วรวบรวมพลังแขนและขาปีนขึ้น ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ ก้าวอย่างมั่นคง ฉันที่เตรียมยื่นมือเข้าช่วยเหลือก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

“บนสุดแล้ว!”
“เอ๋? จริงด้วย..!”
“เก่งมากเลยคานาตะ”

ฉันจับแขนของคานาตะ ประคองตัวให้เขาขึ้นมานั่งบนราวได้ สีหน้าของคานาตะที่กังวลก็เผยรอยยิ้มออกมา ฉันก็ยิ้มอย่างดีใจ พลางหยิบขวดน้ำที่พกไว้ให้คานาตะดื่มแก้กระหาย
ตรงนี้เป็นจุดสูงสุดของโดมปีนป่าย แม้เป็นของเล่นขนาดใหญ่แต่บนฐานสูงสุดไม่มีใครเลยนอกจากฉันกับคานาตะ ที่สูงสุดแห่งนี้มีเพียงเราสองคนเท่านั้น

“คานาตะ เป็นไงบ้าง?”
“อือ เพราะอยู่สูงรึเปล่านะ? รู้สึกโหวงๆ ยังไงไม่รู้...”
“นั่นสิน้า ช่วงแรกฉันก็รู้สึกเหมือนกัน แต่นี่ ดูสิ”
“?”

ฉันชี้ให้สายตาคานาตะมองออกไปที่ไกลๆ นอกจากบริเวณสวนสาธารณะที่เป็นสนามเด็กเล่น ไกลออกไปเป็นทางถนนคนเดิน ไกลออกไปเป็นอาคารบ้านเรือนของผู้คน ไกลออกไปอีกคือทิวทัศน์ของภูเขาธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยท้องฟ้าที่แจ่มใสของเมืองเกียวโตในวันนี้

“ว้าว...”
“วิวบนที่สูง เจ๋งมากเลยเนอะ!”
“ฮารุกะเห็นแบบนี้นี่เอง...”

คานาตะเหม่อมองวิวทิวทัศน์นั้นไกลๆ น้องชายฝาแฝดผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ หากไม่ออกมาเล่นในสวนละแวกบ้าน ก็เพียงจับจ้องวิวเดิมๆ นอกหน้าต่าง ฉันคิดว่าคานาตะคงจะเบื่อเลยพาออกมาเล่นข้างนอกและพยายามเห็นทิวทัศน์ใหม่ๆ อย่างนี้

“ปกติฉันก็มาเล่นแบบนี้กับเพื่อนอะนะ แต่ได้พาคานาตะมาดูด้วยกันแบบนี้ ก็รู้สึกดีมากๆเลย!”
“...อื้อ ฮารุกะ ขอบคุณนะ”

แก้มคานาตะเจือด้วยสีแดงอ่อนระเรื่อ ฉันลูบหัวคานาตะเบาๆ หวังว่าการปีนป่ายนี้จะไม่ทำให้ร่างกายคานาตะเพลียเกินไป

"วิวสวยจริงๆด้วย"
"อื้อ ถ้าได้เห็นในที่สูงกว่านี้ คงเห็นไปถึงโอโซก้า ไปเห็นกวางนาระด้วยรึเปล่านะ!?"
"ฮะฮะ ไกลไปแล้ว"
"แต่แค่โดมนี่คงจะไม่ไหวอะน้า ถ้าตัวโตขึ้นคงเห็นอะไรชัดกว่านี้ด้วย"

ฉันพูดเรื่อยเปื่อยตามประสา ถ้าจะเป็นฮีโร่ช่วยเหลือคนอื่นได้ก็ต้องร่างกายแข็งแรง แล้วก็ตัวสูงใหญ่กว่านี้ อยากโตไวๆจัง

"ถ้าเป็นสนามเด็กเล่นที่อื่น คิดว่าจะมีโดมที่สูงกว่านี้มั้ย?"
"ที่สูงกว่านี้หรอ"
“ถ้าเป็นที่คานาตะเล่นได้ด้วยก็ดีเนอะ”

เสียงเล่นสนุกสนานของเด็กต่างช่วงวัยในสนามเด็กเล่น ชวนดึงสายตาฉันให้ออกห่างจากคานาตะ และไม่ทันเอะใจเขาที่หันจับจ้องมองไปยังที่อื่นเลย

×

ฉันหยุดพักหลังจากวิ่งวนรอบป่าด้านในบริเวณศาลเจ้าที่คุณพ่อคุณแม่เคยพาไปศักการะด้วยกันทั้งครอบครัว ตอนนั้นไม่ได้เป็นความทรงจำที่แย่เลย

"คานาตะ! คานาตะ!!"

ฉันตะโกนเรียกชื่อน้องฝาแฝดตัวเอง รอบข้างตัวฉันเป็นป่ารกชัฏ แม้เป็นช่วงกลางวันแต่เพราะสภาพแวดล้อมเขียวขจีเหล่านั้นบดบังแสงแดดทำให้ภายในป่ามืดลงกว่าความเป็นจริง รองเท้าผ้าใบตัวโปรดเปื้อนดินจนช้ำแต่ฉันพยายามไม่ใส่ใจ แม้ตะโกนเรียกกี่ครั้งแต่มีเพียงเสียงกรีดร้องของแมลงที่ลั่นออกมาเป็นระยะเท่านั้น

"คานาตะ! คานาตะ อยู่ที่ไหนน่ะ! คานาตะ!!"

ฉันหน้าซีด ตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก หรือว่าที่จริงควรเรียกผู้ใหญ่มาด้วยแต่แรกรึเปล่า?
หลังจากวันที่ฉันพาคานาตะไปเล่นที่สนามเด็กเล่นไม่นาน วันหนึ่งฉันพบกระดาษวางไว้บนใต้หมอนของฉัน ฉันกับคานาตะมีการเล่นลับๆ อย่างเขียนข้อความบอกให้กันตอนที่ต่างคนต่างไม่อยู่ เพื่อแบ่งปันเรื่องราวที่พบเจอให้แก่กัน
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การฝากข้อความทั่วไปอย่างที่ผ่านมา

'ฮารุกะ

ฉันยังนึกถึงวันที่เราเล่นโดมปีนป่ายด้วยกันอยู่เลย
ตอนแรกฉันอยากเก็บเป็นเซอร์ไพรส์ให้ฮารุกะ
แต่นายคงเป็นห่วงฉัน ฉันเลยเขียนบอกตรงนี้นะ

ฮารุกะอยากเห็นวิวที่สูงๆ ใช่มั้ย?
ฉันนึกถึงศาลเจ้า xxx ที่พ่อแม่เคยพาพวกเราไปไหว้กัน
ที่นั่นมีต้นไม้สูงใหญ่เยอะแยะเลย

คุณพ่อกับคุณแม่ไม่อยู่บ้านประจำอยู่แล้ว
และวันนี้ในช่วงเวลา ooo คุณแม่บ้านจะชอบแอบงีบตลอด
ฉันเลยแอบออกมาล่ะ

ถ้าเจอต้นไหนที่เราปีนกันได้
ฉันจะรีบหาให้เจอ และรีบมาบอกนายนะ

คานาตะ’

ความรู้สึกที่อ่านครั้งแรกไม่ใช่ความเป็นห่วงคานาตะ
แต่เป็นความผิดหวังของที่บ้าน เสียงดุด่าของคุณแม่ โทษฐานที่ฉันไม่ดูแลน้องชายให้ดี
ฉันเกลียดตัวเองตอนนั้นมาก
เกลียดที่สุด ฉันเลยรีบวิ่งออกไปหาคานาตะ เพื่อตามฝาแฝดเพียงคนเดียวกลับมา

“คานาตะ ขอร้องล่ะ ช่วยตอบด้วยสิ! คานาตะ!”

หลังยืนพักเพียงชั่วครู่ ฉันก็ขยับก้าวขาเรียกต่อไป นายไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย ทำไมถึงออกมาโดยไม่บอกฉัน ทำไมกัน
ฉันไม่รู้แล้วว่าความรู้สึกนี้คือความเป็นห่วง หรือเพราะฉันไม่อยากเดือดร้อนกันแน่ เพราะฉันเข้มแข็ง ฉันคิดว่าตัวเองเข้มแข็ง ทำเป็นเก่งไม่ยอมเรียกใครมาช่วย เลยต้องอดกลั้นน้ำตาที่ระรื่นอยู่ปลายดวงตา และพยายามค้นหาน้องอย่างถึงที่สุด ถึงเสียใจภายหลังก็ไม่ทันแล้ว

“คานาตะ! คานาตะ!!”
“....กะ”
“คานาตะ? คานาตะ! อยู่ไหนน่ะ!?’

ฉันเงียบเสียง พยายามคุมสติเงี่ยหูฟังอ่อนแรงของคานาตะ

“ส่งเสียงเรื่อยๆ นะ คานาตะ!”
“...รุกะ . ฮารุกะ .”

ฉันไม่รู้ว่าเข้ามาในป่าลึกแค่ไหน แต่พยายามเดินเข้าไปอีกเพื่อหาต้นเสียงของส่วนหนึ่งของตัวเอง

“คานาตะ!!”
“ฮารุกะ... แฮะๆ...”

ฉันเห็นคานาตะนอนพิงลำต้นไม้ที่รอบลำต้นกว้าง ต้นไม้สูงใหญ่กว่าต้นอื่นๆ โดยรอบ ร่างของคานาตะเล็กกว่ารากของต้นนี้สักอีก เสื้ออยู่บ้านของคานาตะทับด้วยเสื้อคลุมกันฝนพลาสติกใช้แล้วทิ้งทำให้เสื้อด้านในไม่เห็นเลอะเป็นรอยมาก ตรงกันข้ามกับมือและรองเท้าที่เปื้อนเลอะด้วยดินและเศษกิ่งไม้
ไม่รู้ว่าฉันแสดงสีหน้ายังไงกับรอยยิ้มคานาตะที่หันมามองฉัน

“คานาตะ ปลอดภัยดีใช่มั้ย? ! เท้านาย...!”
“อะ.. อือ ขอโทษนะ ฮารุกะ ฉันพยายามเดินกลับบ้านเองแล้ว แต่.”

ขอโทษนะ คานาตะพูดเสียงเบา ฉันมองข้อเท้าของคานาตะที่บวม ข้อเท้าพลิก... ร่างกายคานาตะอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แค่ข้อเท้าพลิกอาจจะส่งผลต่อร่างกายให้มีไข้หมดสติง่ายกว่าคนทั่วไปก็ได้ คานาตะมีสติเรียกชื่อฉันก็ดีแค่ไหนแล้ว ฉันรีบเอาขวดน้ำป้อนให้คานาตะดื่ม มองน้องฝาแฝดที่ยังมีแรงดื่มอย่างโล่งใจ ความขมุกขุ่นมัวที่มีในก้นบึ้งจิตใจทยอยโปร่งสบายขึ้นมาบ้าง

“ไหวรึเปล่า?”
“อื้อ”
“ฉันช่วยนะ กลับบ้านกันเถอะ”

ฉันโอบเอวประคองตัวคานาตะขึ้นมาใกล้โดยไม่ติดใจดินสกปกรกที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าตัวเอง คานาตะเอียงตัวใกล้ฉันและพยายามใช้เท้าข้างที่ไม่เป็นแผลค่อยๆ ขยับตัวเดิน อุณหภูมิยังปกติอยู่ ไม่เป็นไร ฉันยืนยันกับตัวเองอีกครั้ง คงเพราะร่มไม้ในป่าเหล่านี้ช่วยกันแสงแดดออกไปคงทำให้ไข้ไม่ขึ้นสูงไปมากกว่านี้

“นี่ ฮารุกะ วิวน่ะนะ...”

คานาตะพยายามพูดกับฉัน ตอนนี้ฉันตั้งใจฟังเสียงของเขาชัดเจน แม้จะมีเสียงร้องของหมู่แมลงดังอยู่รอบๆ ก็ตาม

“วิวที่เห็นตรงนั้น... กว้างมากเลยล่ะ แต่ไม่รู้ทำไม ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกดีใจ เท่าตอนได้เห็นกับฮารุกะเลยนะ...”

แต่ว่าฉันไม่สามารถเข้าใจความหมายที่แฝดของตัวเองต้องการจะสื่อได้เลย


(End)